Dzogchen Retreat

Dzogchen Retreat

3-4 October 2009

At Pang Hai, Chiang Mai

About Nyima Dakpa Rinpoche
Latri Khenpo Nyima Dakpa Rinpoche is founder and director of several Bon Buddhist centers in several countries, e.g., USA, Austria, Russia, Belarus and India. He is abbot of Latri monastery in Tibet. He grew up in a Tibetan refugee settlement in Nepal. His father was a famous reincarnated lama from eastern Tibet who passed on the Latri lineage to him. When he was young, he spent his life like most Tibetan refugees: selling sweaters and weaving carpets. Later on he was educated at sMenri Monastery under the guidance of His Holiness 33rd sMenri Trizin, spiritual head of Bon. Rinpoche obtained the Geshe degree equivalent to Ph.D in philosophy. His goal is to preserve Tibetan ancient wisdom and to sponsor Bonpo children in Tibet and the Himalayas so that they can take part in preserving their heritage. He has regularly been invited to give talks in many countries. Among the topics he often teaches include  healing, body and mind, Dzogchen, calm abiding, as well as how to practice on Medicine Buddha. Rinpoche is one of the foremost spiritual teachers in the west and serves as an advisor to the Thousand Stars Foundation. His book “Opening the Door to Bon” was translated in many languages.

Saturday 3 October 2009

  • 9.30-10.00 am :Meet at Tawan Shop to take the bus to Panghai (look at the map)

  • 10.00 am :Go to Pang Hai

  • Lunch at Pang Hai

  • Afternoon and Evening : Dzogchen teaching by Latri Khenpo Nyima Dakpa Rinpoche

 

Sunday 4 October 2009

  • Morning : Dzogchen teaching by Latri Khenpo Nyima Dakpa Rinpoche

  • Lunch

  • 3.00 pm: Leave to offer treasure bags to Ping River in Chiang Mai

 

Please donate 600 baht or more for transportationand meals. After all expenses, money will be donated to Latri Khenpo Nyima Dakpa Rinpoche .

 For registration and more information, please contact :Khun Om 083-294-1932 or Khun Kyo 086-911-2462 (Due to the limited of the accommodation, only 20 people can be accepted).

ให้ความเห็น

Mantra & Healing: Miraculous Life of Gelongma Palmo

ภิกษุณีปัลโม ผู้พิชิตโรคเรื้อนด้วยการภาวนา

กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

ตีพิมพ์ในนิตยสารสาวิกา ฉบับที่ 87 เดือนเมษายน 2552

ฉบับนี้ขอเขียนถึงสตรีผู้หนึ่งผู้มีชีวิตอยู่ 458 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ประมาณพุทธกาล) ท่านเป็นเจ้าหญิงชาวอินเดียที่ได้กลายมาเป็นแบบอย่างอันประเสริฐของผู้ปฏิบัติธรรมในวัชรยาน เป็นผู้ริเร่ิมการจำศีลเข้มด้วยการอดอาหารและบริกรรมภาวนาที่เรียกว่าญุงเน” (Nyungne) ในทิเบต 

วัดสำคัญๆในทิเบตจะจัดให้มีการปฏิบัติญุงเนในเดือนที่มีวันวิสาขบูชา ซึ่งเรียกว่าสากาตาวาคนทิเบตฉลองเทศกาลสำคัญนี้ทั้งเดือน (ไม่ใช่เพียงแค่ในวันวิสาขบูชา) ด้วยการปล่อยชีวิตสัตว์ สวดมนตร์ภาวนา จาริกแสวงบุญ กราบอัษฎางคประดิษฐ์ เดินประทักษิณรอบพระสถูปและวิหาร สลักมนตราบนก้อนหิน และทำบุญในทุกรูปแบบ

ด้วยวิสาขบูชากำลังจะมาถึง เราจึงน่าจะได้มาทำความรู้จักชีวิตมหัศจรรย์ของภิกษุณีท่านนี้

ภิกษุณีปัลโม

ก่อนออกบวช ภิกษุณีปัลโม (ภาษาสันสกฤต: ภิกษุณีลักษมี ภาษาทิเบต: เกลงมาปัลโม) เป็นพระขนิษฐาของกษัตริย์อินทรภูติ ชีวิตของท่านดูน่าจะมีแต่ความสุขเพราะได้ใช้ชีวิตที่สุขสบายและได้เล่าเรียนวิชาการต่างๆที่สำคัญสำหรับชาวอินเดียในสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็นปรัชญา กวีนิพนธ์ การแพทย์ ศิลปะ และพระพุทธศาสนา แต่ท่านกลับป่วยเป็นโรคเรื้อนด้วยกรรมจากชาติปางก่อน 

มือข้างขวาของท่านต้องถูกตัดทิ้งไป ใบหน้าอันงดงามก็เสียรูปบิดเบี้ยวราวกับว่าท่านได้รับความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา ผิวพรรณของท่านถูกเปรียบว่าเป็นเหมือนดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิที่กลายเป็นน้ำแข็งไม่ว่าท่านจะกินหรือดื่มอะไร ท่านไม่สามารถจะทำได้โดยใช้มือซ้ายที่เหลืออยู่ ท่านจึงได้รับความทุกข์ทรมานเหมือนเปรตที่เมื่อเห็นอาหารก็ไม่สามารถจะหยิบอาหารนั้นใส่ปากได้ 

ท่านตกอยู่ในทุกขเวทนาอย่างเหลือจะพรรณนา และที่น่าเศร้ากว่านั้นคือท่านถูกเนรเทศให้ออกไปอยู่ในที่ห่างไกล ไม่มีใครต้อนรับท่านแม้แต่ชาวบ้านจนๆ ทุกคนต่างหวาดกลัวว่าจะติดโรคที่น่ารังเกียจนี้ ท่านจึงต้องไปอาศัยอยู่ในกระท่อมโกโรโกโสท้ายเมืองแต่เพียงลำพัง

คืนหนึ่ง ท่านฝันว่า กษัตริย์อินทรภูติ ผู้เป็นเชษฐาถือคณโฑแก้วแล้วกล่าวว่านี่เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่่ได้ถวายแด่พระมหากรุณา” (พระนามหนึ่งของพระอวโลกิเตศวร) เมื่อตรัสดังนั้น พระองค์ก็รดน้ำนั้นไปบนศรีษะของภิกษุณีปัลโม ทำให้กาย วาจา ใจของท่านสะอาด เบาสบาย ราวกับว่าท่านหายป่วยจากโรคที่เป็นอยู่และบาปกรรมต่างๆก็สลายไป 

พระองค์ปลอบภิกษุณีปัลโมว่ากรรมเก่าที่ทำให้ต้องป่วยหนักนี้จะหมดสิ้นไป ท่านจะได้รับผลจากการปฏิบัติธรรมอย่างรวดเร็ว จงบริกรรมภาวนาด้วยจิตเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธาในพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์โดยเฉพาะปางสิบเอ็ดเศียร พันเนตร พันกร ผู้ทรงเป็นแก่นแท้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในสามกาล

เมื่อตื่นขึ้น ท่านภิกษุณีพบว่าท่านไม่เจ็บปวดจากโรคเรื้อนอีกต่อไป ท่านเชื่อมั่นว่าเป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระอวโลกิเตศวร ท่านเริ่มสวดมนตร์ถึงพระองค์ ตอนกลางวัน บริกรรมภาวนามนตราหกพยางค์ โอม มณี เปเม ฮุง อันเป็นบทหัวใจของพระอวโลกิเตศวร ตอนกลางคืนเอ่ยพระนามของพระองค์อยู่ตลอดเวลา ท่านทำเช่นนี้เป็นเวลาหกเดือน

วันหนึ่งตอนรุ่งอรุณ ท่านได้รับนิมิตจากพระมัญชุศรี พระโพธิสัตว์แห่งปัญญา ในขณะที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นให้เดินทางไปนครลิคาราวดี เพื่อไปกราบรูปบูชาพระอวโลกิเตศวรพันเนตร พันกร และสวดบทหัวใจของพระองค์ 

เมื่อไปถึงลิคาราวดี ท่านไปสวดภาวนาหน้ารูปบูชาของพระอวโลกิเตศวรพร้อมกับตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ลุกไปไหนจนกว่าท่านจะเข้าถึงการรู้แจ้ง ท่านทุ่มเทชีวิตจิตใจในการสวดภาวนาถึงพระองค์ ไม่พักแม้แต่จะดื่มหรือกินอาหาร หนึ่งปีผ่านไป อาการต่างๆของโรคเรื้อนก็หมดสิ้นไป ร่างกายของท่านเหมือนงูลอกคราบหรือเปลือกไม้ที่ถูกลอกออกไปมือขวาก็กลับมามีเหมือนเดิม ร่างกายและใบหน้าของท่านงดงามยิ่งกว่าเดิม 

ท่านมีความปีติยินดี มีศรัทธาเพิ่มพูนในพระอวโลกิเตศวร ท่านตั้งจิตที่จะเข้าถึงการหลุดพ้นให้ได้ ในที่สุด ท่านก็บรรลุภูมิที่หนึ่งของพระโพธิสัตว์ ในวันที่หนึ่งของเดือนวิสาขบูชา ท่านได้เห็นพระแม่ตารา ผู้ทรงให้คำทำนายว่าท่านจะเข้าถึงการรู้แจ้ง 

ในวันเพ็ญ (วันวิสาขบูชา) ท่านได้ยลพระพักตร์ของพระอวโลกิเตศวรพันเนตร พันกร ทรงสอนธรรมะให้ท่าน ทำให้ท่่านตระหนักถึงสภาวะธรรม ท่านตัดสินใจจำศีลด้วยการอดอาหารเป็นเวลาสามเดือนเพื่อสั่งสมบุญบารมีให้แก่สัตว์โลกทั้งหลาย

ด้วยแรงศรัทธาและวิริยะในการบริกรรมภาวนา ภายนอก ทุกคนเห็นท่านเป็นภิกษุณีปัลโม ผู้เป็นตัวอย่างดีเลิศของสตรีปฏิบัติธรรม แต่ภายใน ท่านคือ พระวัชรโยคินี ฑากินีในพุทธตันตระ ผู้เป็นสัญลักษณ์ของปัญญาในการเข้าถึงศูนยตาอันไพศาล 

 

การอดอาหารแบบญุงเน

การจำศีลเข้มเพื่อชำระล้างกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์ด้วยการสวดมนตราประจำพระอวโลกิเตศวร เป็นการสั่งสมบุญบารมีในการขจัดบาปกรรมต่างๆ ได้รับการถ่ายทอดจากภิกษุณีปัลโมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

การปฏิบัติประกอบด้วยการถือศีล 8 ในวันแรก โดยผู้จำศีลรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายตอนกลางวัน จากนั้นจะเป็นการถือศีลอด (ไม่ดื่มเครื่องดื่มหรือกินอาหาร) และไม่พูดคุยกับผู้ใด เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ในระหว่างนี้ผู้จำศีลนั่งสมาธิถึงพระอวโลกิเตศวร กราบอัษฎางคประดิษฐ์และสวดมนตร์ภาวนาแผ่ความรักความกรุณาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย

ให้ความเห็น

กว่าจะมาเป็น “มูลนิธิพันดารา” และ “ศูนย์ขทิรวัน”

กว่าจะมาเป็น “มูลนิธิพันดารา” และ “ศูนย์ขทิรวัน” 

มูลนิธิพันดาราริเริ่มจากการสนทนาระหว่างพระอาจารย์กุงกา ซังโบ ริมโปเช และดร.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ณ สถานปฏิบัติธรรมของกุงกา ซังโบ ริมโปเช กรุงปักกิ่ง ในเดือนเมษายน ๒๕๔๖ ทั้งคู่มีความเห็นตรงกันถึงความจำเป็นของการตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในการหาทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนทิเบตโดยเฉพาะในเขตชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือของแคว้นคาม ทิเบตตะวันออก

ในขั้นต้น กุงกา ซังโบ ริมโปเชตั้งชื่อมูลนิธิว่า “เซเช็น” หมายถึง “ความเมตตาปรานีอันยิ่งใหญ่” ในขณะนั้นริมโปเชกำลังดำเนินโครงการสำคัญในชีวิตของท่าน คือการซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างวัดตาเวเออ หรือวัดแสงจันทร์ ที่ภูเขารีโวซางา (หวู่ไท่ซาน) เชื่อกันว่าภูเขาลูกนี้เป็นที่ประทับของพระมัญชุศรี

ช่างศิลป์ชาวทิเบตผู้หนึ่งที่ปักกิ่งออกแบบโลโก้ของมูลนิธิให้ โดยดร.กฤษดาวรรณ ขอให้มีอักขระซึ่งเป็นพีชพยางค์ประจำองค์พระแม่ตารา ผู้ทรงเป็นยีตัม (อิษฏเทวตา) พระพุทธเจ้าที่บูชาเป็นหลักในชีวิตจนกว่าจะถึงการตรัสรู้

ด้วยคำแนะนำของกุงกา ซังโบ ริมโปเช ช่างศิลป์ผู้นั้นจึงออกแบบโลโก้ให้มีอักขระตัมสีขาวอยู่ตรงกลางในวงกลมเล็กสีแดงซึ่งอยู่ในวงกลมใหญ่สีเหลือง วงกลมสีแดงแทนดวงอาทิตย์ วงกลมสีเหลืองแทนดวงจันทร์ วงกลมทั้งสองวงอยู่ในวงเดียวกันอันหมายถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของโลก การไม่แบ่งแยกจากธรรมชาติและการตระหนักถึงธรรมธาตุ สีขาวหมายถึงพระแม่ตาราขาว ปางสำคัญของพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์

หลังจากเดินทางกลับมาเมืองไทย ดร.กฤษดาวรรณ มีความรู้สึกว่าชื่อเซเช็นยังไม่ใช่ชื่อของมูลนิธิ จึงมีความปรารถนาจะตั้งชื่อใหม่ วันหนึ่งขณะกำลังสนทนากับดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ เกี่ยวกับชื่อมูลนิธิระหว่างการเดินทางมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พลันได้คิดว่าในบทสรรเสริญพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์ บทหนึ่งมีข้อความว่า

ข้าพเจ้าขอกราบนมัสการแด่พระองค์

พระพักตร์ดุจดังจันทรศารทหนึ่งร้อยดวงรวมกัน

ส่องสว่างด้วยแสงสุกใส

ของดวงดาราหนึ่งพันดวง

จึงคิดว่าชื่อของมูลนิธิน่าจะมาจากบทสรรเสริญบทนี้โดยเฉพาะในสองวรรคสุดท้ายที่มีความหมายว่า แสงของดวงดาราหนึ่งพันดวง ได้นำความนี้ไปปรึกษารศ. ดร. สุจิตรา จงสถิตวัฒนา ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ ด้วยคำแนะนำของดร.สุจิตรา จึงตกลงว่าจะตั้งชื่อมูลนิธิว่า “พันดาราภา”

ดร.กฤษดาวรรณ ดร.โสรัจจ์และเพื่อนชาวทิเบต เท็นซิน รับเกียล ได้พบท่านโลดีที่บ้านของอาจารย์สุลักษณ์ได้เรียนให้ท่านทราบว่าจะก่อตั้งมูลนิธิพันดาราภาหรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “Thousand Stars Light” 

ท่านแนะนำให้เอาคำว่า light ออก ท่านถามว่าทำไมถึงตั้งชื่อนี้ เมื่อบอกว่ามาจากบทสรรเสริญพระแม่ตารา ท่านแสดงความปีติยินดี ท่านบอกว่าท่านก็บูชาพระแม่ตาราเป็นยีตัมเช่นกัน 

เมื่อถามว่าชื่อภาษาทิเบตจะเป็นอะไร ได้บอกท่านว่าจะใช้ชื่อ “ตงการ์ ซกปา” ตง แปลว่า หนึ่งพัน การ์ มาจากคำว่า การ์มา แปลว่าดวงดาว ซกปา แปลว่า กลุ่ม ซึ่งในที่นี้หมายถึงมูลนิธิ 

ท่านให้ความเห็นว่าชื่อ ตงการ์ ดูจะแปลกกว่าคำภาษาทิเบตทั่วไปเพราะเอาคำขยายมาไว้หน้าคำหลัก ท่านบอกว่าจะนำความไปปรึกษาลามะผู้ใหญ่ของทิเบตและจะติดต่อกลับมา ในขณะที่ถ่ายรูปหมู่ ท่านได้สวดมนตร์ให้มูลนิธิพันดารามีความเจริญรุ่งเรือง

ในเดือนตุลาคม ๒๕๔๗ ในขณะที่ดร.กฤษดาวรรณกำลังทำวิจัยภาคสนาม ณ เมืองต้าเซโด (คังดิง) ในแคว้นคาม ได้รับสารจากท่านโลดีแจ้งข่าวดีให้ทราบว่าได้ปรึกษาเรื่องชื่อมูลนิธิกับพระอาจารย์สำคัญของทิเบต ท่านชื่นชมชื่อ “ตงการ์” เพราะนอกจากจะหมายถึง “ดวงดาวหนึ่งพันดวง” ยังหมายถึง “ดวงดาวแห่งศูนยตา” ด้วย

เมษายน ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรรณกับเยินเต็น ผู้ช่วยชาวทิเบตเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่เมืองเตนมา ทางเหนือของแคว้นคาม เพื่อกราบสักการะวิหารพระแม่ตารา ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระรูปเตรมาโบราณสามพระองค์ที่เชื่อว่าเป็นพระรูปศักดิ์สิทธิ์เพราะทรงพูดได้ เรียกว่า Speaking Tara ดร.กฤษดาวรรณ ตั้งจิตอธิษฐานที่จะทำงานพระโพธิสัตว์เยี่ยงพระแม่ตาราและจะขอติดตามพระองค์ไปทุกภพทุกชาติ 

วันรุ่งขึ้น ดร.กฤษดาวรรณกับเยินเต็นเดินทางไปวัดกีลง เขตเก็บกง ทางเหนือของเมืองซาชูคา (เซชู) ห่างจากเมืองเตนมาประมาณ ๓ ชั่วโมง 

จากวัดกีลง ดร.กฤษดาวรรณและเยินเต็น ปีนเขาขึ้นไปโดยใช้เวลา ๓๐ นาที ถึงสถานปฏิบัติธรรมของพระฑากินีปัลเดน เชอโซ ซึ่งมีชื่อว่า “สถานปฏิบัติธรรมไพศาลประภัสสร” (เออเซ ลงยิง  ตรุบเต)

หลังจากได้ยินเรื่องการก่อตั้งมูลนิพันดารา พระฑากินีแสดงความเมตตาดร.กฤษดาวรรณเป็นพิเศษ ได้มอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเครื่องแทนกาย วาจา ใจของพระพุทธเจ้า ได้แก่ พระพุทธรูป คัมภีร์เตรมามีบทสาธนะพระแม่ตาราขาวซึ่งเป็นบทที่มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพระคุรุปัทมสัมภวะ

ก่อนกลับ ดร.กฤษดาวรรณได้กราบศพพระอาจารย์ลามะลงตก ท่านละสังขารปี ๒๕๔๔ ศพของท่านเก็บรักษาไม่ให้เน่าเปื่อยโดยทำเป็น กุมาร์ตง ร่างสีแดงในลักษณะนั่งสมาธิตั้งอยู่ในกระจกสี่เหลี่ยมแก้ว ณ ที่นั้น ดร.กฤษดาวรรณได้ตั้งจิตอธิษฐานที่จะช่วยพระฑากินีปัลเดน เชอโซ ในการดูแลฑากินีอาศรม

พฤษภาคม ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรรณเดินทางกลับไปทำวิจัยภาคสนามในทิเบตอีก จึงได้เดินทางกลับไปยังฑากินีอาศรมอีกครั้ง ในวันเดินทางกลับ พระฑากินีได้มอบบทสาธนะพระแม่ตาราขาวให้อย่างเป็นทางการ ในขณะเดียวกัน ดร.กฤษดาวรรณได้ทราบว่าพระฑากินีมีความประสงค์จะสร้างวิหารซังตกปารีเพื่อเป็นอุโบสถของฑากินีอาศรม

กรกฎาคม ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรณและดร.โสรัจจ์เชิญคุณพฤหัส มีเสน ทนายความสำนักเนติวิริยะบัณฑิตและทนายประจำตระกูลหงศ์ลดารมภ์มาพบที่บ้านเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งมูลนิธิ คุณพฤหัสเป็นทนายความที่ทำงานกับศาสตราจารย์ นพ. ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ คุณพ่อของ ดร.โสรัจจ์มาเป็นเวลากว่า ๒0 ปี ได้รับความไว้วางใจจากท่านมาก 

เมื่อคุณพฤหัสทราบว่าจะตั้งมูลนิธิเพื่อพระพุทธศาสนา ก็เกิดศรัทธาแม้ว่าจะไม่คุ้นเคยกับสายการปฏิบัติแบบทิเบต คุณพฤหัสอาสาจะช่วยทำงานมูลนิธิในฐานะกรรมการเลขานุการ และแจ้งว่ามีกรรมการเพียงสามคนก็สามารถจะตั้งมูลนิธิได้ ดร.กฤษดาวรรณและดร.โสรัจจ์ได้เชิญคุณพฤหัสขึ้นไปสวดมนตร์ด้วยกันที่ห้องพระ

ห้องพระนี้ต่อมาพระฑากินีปัลเดน เชอโซและเยินเต็นร่วมกันตั้งชื่อว่า “วิหารตาราเกซัง” คำว่า “เกซัง” ย่อมาจาก “เกซัง ตาวา” ชื่อภาษาทิเบตของดร.กฤษดาวรรณ แปลว่า ดวงจันทร์นำโชค หรือดวงจันทร์ในเวลาอันประเสริฐ คำว่าเวลาอันประเสริฐนี้หากใช้ในคัมภีร์พุทธศาสนาจะหมายถึง กัลป์อันประเสริฐ หรือภัทรกัลป์

ดร.โสรัจจ์แจ้งให้ศาสตราจารย์ นพ.ทองจันทร์ทราบถึงความคิดที่จะตั้งมูลนิธิพันดารา ท่านเห็นดีด้วยและได้บริจาคเงินทุนก้อนแรกเป็นจำนวน ๒๐,๐๐๐ (สองหมื่น) บาทให้

กันยายน ๒๕๔๗ คุณพฤหัสทำเอกสารมูลนิธิเสร็จสมบูรณ์รวมทั้งเอกสารแสดงความจำนง      ของดร.กฤษดาวรรณในการบริจาคเงินสองแสนบาทให้มูลนิธิ เป็นการบังเอิญที่เอกสารนี้ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิดของ ดร.กฤษดาวรรณ

ตุลาคม ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรรณกลับไปเยือนฑากินีอาศรมอีกครั้ง และขอให้พระฑากินีทำพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตาราขาวให้เพื่อที่จะได้ปฏิบัติบูชาพระองค์ตามคำสอนในคัมภีร์เตรมาของลามะลงตก 

หลังพิธี พระฑากินีมอบบทสวดบูชาพระแม่ตาราขาวที่เป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์สาธนะฉบับย่อให้เพื่อจะได้สวดประจำวัน และได้สอนการพินิจใจตามแนวคำสอนซกเช็นให้เป็นครั้งแรก

ธันวาคม ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรรณนิมนตร์พระฑากินีปัลเดน เชอโซมาเมืองไทย ท่านเดินทางมาวันที่ ๒๙ ธันวาคม หลังจากเหตุการณ์สึนามิ ๓ วัน มูลนิธิได้จัดงานสวดมนตร์และทำพิธีโพวาเพื่อส่งวิญญาณของผู้เคราะห์ร้ายไปสุขาวดี 

การสวดนี้เน้นการเผาอาหารบริสุทธิ์ให้สัมภเวสีและสวดมนตร์ให้สัมภเวสีได้รับพรจากพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ในครั้งนั้นดร.กฤษดาวรรณมีความตั้งใจจะสวดมนตร์และเผาอาหารให้สัมภเวสีที่ท่องไปในบาร์โดเป็นนิจ และมีความประสงค์จะฝึกปฏิบัติเพื่อทำความเข้าใจคำสอนบาร์โดนี้และเผยแผ่คำสอนนี้ในประเทศไทย

มกราคม ๒๕๔๘ มูลนิธิพันดาราจัดพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตาราขาวที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี ตามคำเชิญของพระธัมมนันทาภิกษุณี โดยมีพระฑากินีเป็นผู้ทำพิธี

กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ มูลนิธิพันดาราได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการจากเขตเทศบาลเมือง จังหวัดนนทบุรี มีสำนักงานตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๒๙/๙๐๘ หมู่ ๓ ถนนรัตนาธิเบศร์ ตำบลบางรักน้อย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

เมษายน ๒๕๔๘ ดร.กฤษดาวรรณพาพระธัมมนันทา ลูกศิษย์ของท่านและเพื่อนๆ รวมทั้งสิ้น ๑๓ คนไปจาริกแสวงบุญที่กรุงลาซาและเมืองอื่นๆในทิเบตภาคกลาง 

การเดินทางครั้งนั้นได้ไปเยือนวัดทันทรุก เมืองเซทัง เพื่อกราบนมัสการพระแม่ตาราขาวที่เชื่อว่าทรงพูดได้ และทังกา (ภาพพระบฏ) พระแม่ตาราเขียวทำด้วยไข่มุกสีขาวซึ่งพระอาจารย์ตมเตินปะ (ศิษย์ของมิลาเรปะ) เป็นผู้ทอ วัดทันทรุกก่อตั้งในศตวรรษที่ ๗ สมัยเดียวกับวัดโจคังในลาซา

พฤษภาคม ๒๕๔๘ ดร.กฤษดาวรรณเดินทางไปแคว้นคามเพื่อไปทำวิจัยอีก คราวนี้เดินทางไปเมืองรางาคา (ชินดูเฉียว) พักบ้านผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้บูชาพระแม่ตารามาเป็นเวลาอย่างน้อย ๒๑ ปี ท่านได้ร่วมกับลูกบ้านสวดมนตร์ถึงพระแม่ตาราโดยสวดบทสรรเสริญตารายี่สิบเอ็ดองค์ ๑๐ ล้านจบภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ และได้ก่อสร้างวิหารตาราขึ้น

การได้รู้จักผู้ใหญ่บ้านและเห็นความศรัทธาในพระแม่ตาราทำให้ดร.กฤษดาวรรณมีความมุ่งมั่นที่จะเผยแผ่คำสอนของพระองค์ให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติบูชา

ในระหว่างนั้น ดร.กฤษดาวรรณพบพระอาจารย์จัมยัง ทรักปะ ริมโปเช (Jamyang Dragpa Rinpoche) โดยบังเอิญ ท่านเป็นหมอและเภสัชกร ท่านเขียนคัมภีร์บูชาสรรเสริญพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์ ตามสายการปฏิบัติของญีมา เปปะ (สุริยะคุปต์) ผู้เป็นเตเตรอน หรือผู้ค้นพบธรรมสมบัติ ชาวอินเดีย 

จัมยัง ทรักปะ ริมโปเชได้มอบบทบูชานี้ให้และแนะนำให้ดร.กฤษดาวรรณเดินทางไปวิหารตาราที่วัดทิเบตแห่งหนึ่งมีชื่อเป็นภาษาจีนว่า “นาโมซื่อ” ตั้งอยู่ที่เมืองตาเซโด นอกจากนี้ ท่านยังแนะนำดร.กฤษดาวรรณให้เดินทางไปวัดของท่านชื่อ “วัดกับชีกง” ในเมืองต้าอูเพื่อถ่ายรูปทังกาใหญ่ที่มีรูปพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์ตามสายการปฏิบัติของสุริยคุปต์

เมื่อเดินทางไปวิหารตาราที่นาโมซื่อ ดร.กฤษดาวรรณเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าและตั้งประณิธานที่จะสร้างวิหารตารายี่สิบเอ็ดองค์ตามสายการปฏิบัติของสุริยคุปต์ในประเทศไทย

หลังจากนั้น ดร.กฤษดาวรรณเดินทางไปสักการะสถานปฏิบัติธรรมของชาซา ต้าชี่ เกียลเซ็น ริมโปเช (Shadza Tashi Gyaltsen Rinpoche) ที่เมืองซาโค ใกล้กับเมืองเดเก ชาซา ริมโปเช เป็นพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติซกเช็นในสายเพิน (Bon) เมื่อท่านละสังขารประมาณปี ค.ศ. ๑๙๓๕ ร่างของท่านสลายกลายเป็นอากาศธาตุ กลายเป็นร่างประภัสสรหรือร่างรุ้ง

ในการเดินทางครั้งนั้น ดร.กฤษดาวรรณยังได้ไปกราบสักการะพระศรีเทวีหรือปัลเดน ลาโมที่วิหารของพระองค์ในเมืองซาโค พระศรีเทวีทรงเป็นธรรมบาลและปางพิโรธของพระแม่ตารา วิหารนี้อยู่ในวัดของกุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ริมโปเช (Kundrol Mongyal Lhasay Rinpoche) พระอาจารย์ที่ต่อมาได้กลายเป็นพระอาจารย์หลักในชีวิตของดร.กฤษดาวรรณ ท่านเป็นพระอาจารย์ซกเช็นในสายเพินใหม่ (New Bon) และเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ชาซา ริมโปเช ผู้ได้ร่างประภัสสร ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ในการจำศีลโดยพำนักอยู่ในเมืองเฉิงตู  

ท่านได้มอบคำสอนในการปฏิบัติบูชาพระศรีเทวี และพูร์ปา (พระวัชระกิลายะ) ให้

ดร.กฤษดาวรรณ ทันทีที่ได้รับทราบว่าจะตั้งมูลนิธิพันดาราเพื่อขจัดอุปสรรคต่างๆ ท่านยังเล่าว่าบิดาของท่าน ชื่อ ฮุงเช็น โตรตู ลิงปะ ริมโปเช (Hungchen Drodul Lingpa Rinpoche) มีความผูกพันเป็นพิเศษกับพระแม่ตารา

สิงหาคม ๒๕๔๘  มูลนิธิพันดารานิมนตร์พระอาจารย์กุงกา ซังโบ ริมโปเช มาร่วมประชุมเกี่ยวกับความฝันกับจิตวิญญาณ: ทัศนะจากจิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

หลังการประชุม ดร.กฤษดาวรรณขอให้ กุงกา ซังโบ ริมโปเช ทำพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์ ที่วิหารภัทรกัลป์ตารา นนทบุรี 

ก่อนการทำพิธีดร.กฤษดาวรรณให้ริมโปเชดูคัมภีร์ที่ได้รับมอบมาจากจัมยัง ทรักปะ ริมโปเช เมื่อกุงกา ซังโบ ริมโปเชเห็นก็แสดงความประหลาดใจและบอกว่าเป็นนิมิตที่ดีที่ดร.กฤษดาวรรณได้รับคัมภีร์เดียวกับที่ท่านจะใช้ในพิธีมนตราภิเษก ท่านอธิบายว่าคัมภีร์ตารายี่สิบเอ็ดองค์ตามสายการปฏิบัติของสุริยคุปต์มีผู้สืบทอดน้อยมากเนื่องจากเป็นคัมภีร์ตันตระชั้นสูง ในทิเบตมีผู้ปฏิบัติคัมภีร์นี้ไม่กี่คน นอกจากนี้ ยังได้บอกว่าคัมภีร์นี้เป็นคัมภีร์ที่สืบสายการปฏิบัติมาจากพระอาจารย์อตีชา (อตีศะทีปังกร) ในศตวรรษที่ ๑๑

หลังพิธีมนตราภิเษก กุงกา ซังโบ ริมโปเชมอบบทสาธนะขทิรวนีตาราหรือพระแม่ตาราเขียว องค์ประธานของตารายี่สิบเอ็ดองค์ให้ ท่านเน้นว่าควรละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์เมื่อต้องการสวดบทสาธนะนี้

ในระหว่างที่กุงกา ซังโบ ริมโปเช พำนักอยู่ที่เมืองไทย ดร.กฤษดาวรรณได้พาท่านไปสถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐมซึ่งลามะทิเบตบางท่านเชื่อว่าเป็นที่ประทับของเหล่าฑากินี กุงกา ซังโบ ริมโปเช เรียกสถานที่นี้ว่า “คันโดรลิง” หมายถึง ดินแดนของฑากินี ดร.กฤษดาวรรณมีความคิดว่าหากทำวิหารตาราก็ควรจะเป็นสถานที่พิเศษเช่นนี้ แต่เนื่องจากสถานที่นี้เคยเป็นวัดและสุสานและปัจจุบันกลายเป็นเขตโบราณสถาน จึงไม่สามารถสร้างวัดหรือสถูปได้ เมื่อกลับมาถึงบ้านรัตนาธิเบศร์ ท่านเรียกบ้านหลังนี้ว่า   “เตรอเมลิง” ดินแดนของตารา ชื่อนี้กลายมาเป็นชื่อสำคัญในภายหลัง

ตุลาคม ๒๕๔๘ ดร.กฤษดาวรรณเดินทางไปทำวิจัยในทิเบตอีกครั้ง และได้ไปกราบเมินเกียล ลาเซ ริมโปเช ท่านบอกว่าท่านมีโครงการจะสร้างวิหารพระแม่ตารา โดยทำเป็นซังตก ปารี ซึ่งเป็นชื่อพุทธเกษตรของพระคุรุ ริมโปเช ให้มี ๓ ชั้นแทนนิรมาณกาย สัมโภคกายและธรรมกายของพระพุทธเจ้า ในบริเวณใกล้เคียงจะสร้างหอสมุด ศูนย์วิชาการของพระพุทธศาสนา และบ้านพักผู้ปฏิบัติธรรม ท่านตั้งจิตอธิษฐานจะหล่อรูปพระแม่ตารา ๑,๐๐๐ องค์ และพระคุรุ ริมโปเช ๑,๐๐๐ องค์ ท่านเล่าว่าบิดาของท่านมีเตรมาของพระแม่ตาราซึ่งท่านจะนำมาประดิษฐานที่นี่ ดร.กฤษดาวรรณเรียนท่านว่ามีความคิดที่คล้ายกับท่านในการจะทำวิหารตาราและสถานปฏิบัติธรรมและให้มีศูนย์วิชาการด้วย ท่านมีความปีติยินดีและกล่าวว่าจะเดินทางมาสร้างสถูปให้หากสร้างวิหารตาราในประเทศไทยได้จริงๆ

๑๐

เมื่อดร.กฤษดาวรรณเดินทางกลับมาเมืองไทยในเดือนเดียวกัน มีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งคิดจะมอบที่ดินเนื้อที่ ๒ ไร่ให้ทำศูนย์วิชาการทิเบตและเป็นที่ตั้งวิหาร ที่ดินนี้อยู่บริเวณสนามกอล์ฟ รังสิต

ธันวาคม ๒๕๔๘ พระฑากินีปัลเดน เชอโซ เดินทางมาเมืองไทยอีก ท่านอยู่จำศีล ๑ สัปดาห์ในวิหารภัทรกัลป์ตารา นับเป็นตัวอย่างที่งดงามในการจำศีลปลีกวิเวกแบบทิเบต 

ในวันแรกทีท่านจำศีล ดร.กฤษดาวรรณได้ไปพบพระธัมมนันทาภิกษุณีที่วัตรของท่าน ได้เรียนให้ ท่านทราบถึงความคิดที่จะสร้างวิหารพระโพธิสัตว์ ท่านอนุโมทนาและออกปากยกที่ดินจำนวน ๖ ไร่ที่เคยเป็นที่จำศีลของหลวงย่าให้ 

เมื่อพระฑากินีออกจากจำศีล ได้เรียนเรื่องนี้ให้ท่านทราบ ในวันที่เป็นฤกษ์ดีวันหนึ่ง ท่านตั้งชื่อวิหารที่จะสร้างว่า “วิหารภัทรกัลป์พันดารา”

มกราคม ๒๕๔๙ ดร.กฤษดาวรรณขอให้พระฑากินีทำพิธีมนตราภิเษกพระคุรุปัทมสัมภวะให้ที่วิหารภัทรกัลป์ตารา และจัดการประชุมเรื่องพระโพธิสัตว์ในโลกปัจจุบันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

๑๑

เมษายน ๒๕๔๙ ใกล้ช่วงวันเช็งเม้ง ดร.กฤษดาวรรณมีความปรารถนาจะสวดบทเจอดปะ หรือการละอัตตาด้วยการอุทิศเลือดเนื้อ (body offering) ตามสายการปฏิบัติลงเช็น ญิงทิก (Longchen Nyingthik) ที่ได้รับมอบจากพระฑากินี โดยจะไปสวดที่สุสานจีน อำเภอหัวหิน เนื่องจากหัวหินเป็นบ้านเกิด 

บทปฏิบัตินี้หากจะสวดได้ดีเพื่อประโยชน์ของสัตว์ที่มารับพร ควรจะทำในสุสาน บริเวณต้นน้ำ สถานที่สงบเงียบ ในทิเบตยังทำในบริเวณที่มีการกำจัดศพเพื่อให้ทานแก่นกด้วย

ต่อมา ดร.กฤษดาวรรณ ดร.โสรัจจ์ และบุตรชายมีโอกาสเดินทางไปหัวหิน เมื่อไปทำธุระกับคุณแม่ที่สุสานจีน มีความรู้สึกว่าทางไปภูเขาในหัวหินเป็นบริเวณสงบเงียบน่าจะทำเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม 

สองชั่วโมงหลังจากนั้นได้พาบุตรชายไปเล่นน้ำทะเลที่ชายทะเลหัวหิน ขณะนั่งที่โขดหิน มีความคิดว่าผู้ที่มาเที่ยวหัวหินมักจะมาหาความสุขทางโลก โดยน้อยคนนักจะสนใจการปฏิบัติธรรม หัวหินเป็นที่ที่ผู้คนไปกินอาหารทะเล ทำให้สัตว์น้ำต้องถูกจับมากินเป็นจำนวนมาก จึงคิดว่าน่าจะทำสถานปฏิบัติธรรมที่นี่ ทันทีที่คิดก็โทรศัพท์ไปหาคุณอารีรัตน์ซึ่งได้ซื้อที่ดินที่หัวหินไว้ก่อนแล้ว 

คุณอารีรัตน์บอกว่ามีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง บอกขายมา ๒ ปีแล้วยังขายไม่ได้ ด้านหน้าติดถนนใหญ่ ด้านหลังติดภูเขา มีขนาด ๖๘ ไร่เศษ 

๑๒

พฤษภาคม ๒๕๔๙ ดร.กฤษดาวรรณมีโอกาสเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่ถ้ำปฏิบัติธรรมของพระคุรุปัทมสัมภวะและถ้ำปฏิบัติธรรมของพระฑากินียีชี ซกเจียล (Kandro Yeshe Tsogyal) เมืองนักชู ในเขตชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือของทิเบต และได้ไปกราบพระรูปของพระขทิรวนีตาราที่วัดตารมู เมืองนักชู 

พระรูปนี้เป็นพระรูปศักดิ์สิทธ์ที่เป็นพระแม่ตรัสได้อีกพระองค์หนึ่ง เชื่อว่าเป็นของเจ้าหญิงเหวินเฉิงในศตวรรษที่ ๗ เจ้าหญิงเหวินเฉิงเป็นพระมเหสีจีนของกษัตริย์ซงซัน กัมโป ชาวทิเบตเชื่อว่าทรงเป็นพระนิรมาณกายของพระแม่ตาราขาว 

ในระหว่างการจาริกแสวงบุญ พระฑากินีได้ทำพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตาราขาวให้แก่ชนเผ่าเร่ร่อนและพาดร.กฤษดาวรรณไปขี่ม้าประทักษิณรอบทะเลสาบที่ลามะลงตกเคยจำศีลภาวนาจนทำให้เห็น โกงเตร (ธรรมสมบัติทางจิต หรือ mind treasure) ที่ได้กลายมาเป็นบทสาธนะพระแม่ตาราขาว

การจาริกแสวงบุญสิ้นสุดที่วิหารตาราที่เมืองเนทัง (Nyethang) และวัดต้าชี่โกงของกุงกา ซังโบ ริมโปเช กรุงลาซา ที่วิหารตาราแห่งนี้ ดร.กฤษดาวรรณได้รับของมีค่าซึ่งพระผู้ดูแลวิหารแบ่งมาให้จากผ้าห่อรูปหล่อของพระอาจารย์อตีศะ ผู้เผยแผ่คำสอนของพระแม่ตาราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทิเบต วิหารนี้เคยอยู่ภายใต้การดูแลของวัดต้าชี่โกงซึ่งเคยเป็นที่ปฏิบัติธรรมของพระอาจารย์ ปัจจุบันยังมีชาวทิเบตเชื้อสายอินเดียที่เป็นลูกหลานของศิษย์พระอาจารย์อตีศะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหน้าวัด

๑๓

หลังจากดร.กฤษดาวรรณเดินทางกลับจากทิเบต มูลนิธิพันดาราได้นิมนตร์กุงกา ซังโบ ริมโปเช มาเมืองไทยเพื่อฝึกอบรมการบ่มเพาะปัญญาและทำพิธีมนตราภิเษกพระมัญชุศรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ทำพิธีคือวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙ เป็นวันครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งชาตกาลพระพุทธทาสภิกขุ

วันรุ่งขึ้น ดร.กฤษดาวรรณได้ขอให้ริมโปเชและเต็มปะ พระลูกศิษย์เดินทางไปหัวหินเพื่อไปดูที่ดินโดยตั้งใจจะทำเป็นสถานปฏิบัติธรรมของมูลนิธิและที่ประดิษฐานวิหารภัทรกัลป์พันดารา 

เมื่อไปถึง น้ำในทะเลสาบดานหน้าเต็มเปี่ยม ฝนตกซู่ใหญ่ ๓ ครั้ง สลับกับแดดออก ตามประเพณีทิเบตถือว่าเป็นนิมิตที่ดี ริมโปเชนั่งสมาธิที่ต้นไทรใหญ่ซึ่งมีรากจำนวนมากฝังอยู่ในก้อนหิน เมื่อถอนจากสมาธิและเดินออกมาด้านข้างของต้นไทร ท่านพูดว่า นี่คือดินแดนของขทิรวนีตารา เมื่อถามท่านว่าวิหารจะอยู่ที่ใด ท่านตอบว่าวิหารธรรมชาติมีอยู่แล้วก็คือต้นไทรซึ่งแผ่กิ่งก้านเป็นดังหลังคา ก้อนหินคือบัลลังก์ พระอาจารย์คือลามะ เต็มปะคือลูกศิษย์ที่เป็นฝ่ายสงฆ์ และมีลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาสประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น

มิถุนายน ๒๕๔๙ สามวันหลังการเดินทางไปหัวหิน ดร.กฤษดาวรรณได้รับโทรศัพท์จากคนไทยคนหนึ่งที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเยอรมนี เธอไม่เคยพบดร.กฤษดาวรรณมาก่อนเพียงได้ทราบเรื่องราวของมูลนิธิพันดาราจากหนังสือพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าที่ดร.โสรัจจ์แปล เธอโทรศัพท์มาถามว่ามูลนิธิจะสนใจสร้างที่ปฏิบัติธรรมหรือไม่ มีที่ดินจะบริจาค ขนาด ๔๐ ไร่ประกอบด้วยต้นสัก ๒,๐๐๐ ต้นที่ปลูกมาเป็นเวลา ๑๕ ปี อยู่ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ตอนแรกดร.กฤษดาวรรณไม่สนใจเนื่องจากคิดว่าจะซื้อที่ดินที่หัวหิน แต่คำว่าป่าสักทำให้ต้องหยุดคิดเนื่องจากในขณะนั้นเชื่อว่าคำว่า ขทิรวัน หมายถึง ป่าสัก ตามความหมายในศัพท์ภาษาทิเบต

ในภาพทังกาของพระขทิรวนีตาราซึ่งดร.กฤษดาวรรณได้มาจากเนปาลในปี ๒๕๓๓ มีคำบรรยายภาษาทิเบตซึ่งแปลได้ว่า “พระแม่ตาราแห่งป่าสักทรงกำเนิดมาจากอักขระตัม” (ตัมเป็นอักขระศักดิ์สิทธิ์แทนพระแม่ตารา)

แม้ว่าป่าสักในกาญจนบุรีจะงดงามและมีความสงบร่มเย็นและแม้ว่าป่าสักอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับพระแม่ตารา ดร.กฤษดาวรรณตัดสินใจปฏิเสธความหวังดีนี้เนื่องจากมีความรู้สึกว่าสถานที่นี้ยังไม่ใช่ที่ปฏิบัติธรรมของมูลนิธิ และได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะซื้อที่ที่หัวหินไม่ว่าจะยากลำบากเพียงไรก็ตาม

๑๔

วันที่ ๓-๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ ดร.กฤษดาวรรณและกุงกา ซังโบ ริมโปเชได้รับเชิญจากสถาบันเมตาเน็กซัส (Metanexus Institute) ประเทศสหรัฐอเมริกาให้ไปประชุมที่มหาวิทยาลัยเพ็นซิลเวเนีย เมืองฟิลาเดลเฟีย เพื่อไปเสนอบทความของดร.โสรัจจ์ในฐานะประธานกลุ่มสนทนาพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์พันดารา และรับรางวัลในฐานะที่มูลนิธิทำงานดีเด่นในการจัดประชุมในหัวข้อร่วมสมัยด้านวิทยาศาสตร์กับศาสนา

หลังการประชุม ดร.กฤษดาวรรณและกุงกา ซังโบ ริมโปเชมีความประสงค์จะเดินทางไปซีแอ็ทเติ้ล เพื่อไปกราบสมเด็จองค์จิกตัล สาเกีย (Jigdal Sakya Gongma Rinpoche) ประมุขของนิกายสาเกียปะและท่านจัมยัง ตักโมลา (Jamyang Dagmola) ภริยาของท่าน ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนิรมาณกายของพระแม่ตาราขาว 

ก่อนการเดินทาง ดร.กฤษดาวรรณเริ่มป่วย มีอาการปวดศีรษะและคลื่นไส้วิงเวียน ริมโปเชก็มีอาการคล้ายคลึงกัน เมื่อถึงซีแอตเติ้ล อาการของดร.กฤษดาวรรณแย่ลงแต่ริมโปเชกลับมีอาการดีขึ้น ในระหว่างที่พำนักที่นั่นเป็นเวลา ๓ วัน ดร.กฤษดาวรรณป่วยหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ กุงกา ซังโบ ริมโปเชสันนิษฐานว่าอาจเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการทำงานสำคัญ อาการป่วยและปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นหายไปทันทีเมื่อทั้งคู่ขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพ

การเดินทางไปครั้งนั้น ดร.กฤษดาวรรณได้รับมอบบทสาธนะพระแม่ตาราขาวจากจัมยัง ตักโมลา บทสาธนะนี้สืบสายมาจากพระอาจารย์อตีศะเช่นกัน เป็นบทที่เน้นถึงการตั้งนิมิตถึงพระแม่ตาราขาวและพระอมิตายุสในการขอให้พระองค์ทั้งสองประทานอายุยืนยาว ป้องกันการตายในเวลาอันไม่สมควรและรักษาโรคภัยไข้เจ็บของสัตว์ทั้งหลาย

นอกจากนี้ พร้อมกับกุงกา ซังโบ ริมโปเช ดร.กฤษดาวรรณยังได้รับมอบบทสวดมนตร์เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ ชื่อว่า “บทสวดบันดาลใจเพื่อจริยวัตรอันดีเลิศ ราชาแห่งมหาปณิธาน” (The Aspiration Prayer for Excellent Conduct) จากสมเด็จองค์จิกตัล สาเกีย ท่านให้เหตุผลว่าท่านเลือกบทสวดมนตร์บทนี้เนื่องจากแก่นของคำสอนของพระพุทธองค์และการบูชาพระองค์อยู่ในบทนี้ซึ่งเน้นคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์ และบทนี้เป็นที่นิยมสวดกันในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมทุกนิกาย

นับว่าเป็นนิมิตที่ดียิ่งเพราะก่อนจะได้พบสมเด็จองค์จิกตัล สาเกีย ดร.กฤษดาวรรณได้ขอให้   กุงกา ซังโบ ริมโปเชสวดบทสวดมนตร์บทเดียวกันเพื่อสันติภาพของโลกในพิธีเปิดการประชุมของสถาบันเมตาเน็กซัส เนื่องจากได้รับแรงบันดาลใจจากการที่สมเด็จองค์การ์มาปะที่ ๑๗ กับพระสงฆ์อีก ๑๐,๐๐๐ รูปร่วมกันสวดบทนี้ที่ต้นศรีมหาโพธิ์ โพธิคยาในเดือนมกราคม ๒๕๔๙

๑๕

หลังจากเดินทางกลับมาประเทศไทย ดร.กฤษดาวรรณและดร.โสรัจจ์ไปกราบอาจารย์สุลักษณ์และได้แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับโครงการการก่อตั้งสถานปฏิบัติธรรมที่หัวหิน อาจารย์ร่วมอนุโมทนาพร้อมกับแสดงความประสงค์จะร่วมทำบุญสร้างพระสถูปเพื่อเป็นการทำบุญให้คุณแม่ที่ล่วงลับ

อาจารย์จัมปา ญีมาค้นพบคำว่า “ขทิรวัน” หมายถึง “ป่าสีเสียด” ไม่ใช่ป่าสัก ต้นสีเสียดเป็นต้นไม้ในพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีประทับอยู่ที่ป่าสีเสียดเมื่อคราวอาพาธหลังทรงผนวชได้ ๘ พรรษา ดร.กฤษดาวรรณมีความหวังว่าจะสามารถปลูกต้นสีเสียดเป็นรั้วที่ดินแดนของพระแม่ตาราที่หัวหิน

ในคัมภีร์ของฝ่ายทิเบต ขทิรวัน ยังหมายถึง ที่ประทับของพระแม่ตารา พระอาจารย์นาคารชุนได้เขียนบทสรรเสริญป่าขทริวันและพระขทิรวนีตาราในคราวที่ท่านนั่งสมาธิที่ขทิรวันทางใต้ของอินเดียและได้เห็นนิมิตพระแม่ตารา

ดร.กฤษดาวรรณ ดร.โสรัจจ์ กับคุณพ่อคุณแม่ของดร. กฤษดาวรรณกลับไปที่ที่ดิน คราวนี้ได้พบผลฟักข้าวสีส้มออกทองหนึ่งผลหน้าต้นไทร ได้ถวายผลฟักข้าวนี้แด่พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ที่หน้าโคนต้นไทร มีผลฟักข้าวอีกหลายลูกอยู่เหนือต้นไทร ดร.กฤษดาวรรณสวดบทสวดบันดาลใจเพื่อจริยวัตรอันดีเลิศที่ต้นไทร

วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ดร.กฤษดาวรรณ และดร.โสรัจจ์ ได้นำเงินที่เหลือไปจ่ายค่าที่ดินและทำการโอนกรรมสิทธิ์ หลังจากนั้น ทั้งคู่ได้ตั้งจิตอธิษฐานถวายที่ดินผืนนี้แด่พระแม่ตาราและทำมูลนิธิพันดาราเพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏให้หลุดพ้น ดร.กฤษดาวรรณสวดบทสรรเสริญตารายี่สิบเอ็ดองค์ บทบูชาพระแม่ตาราขาวและคาถาหัวใจของพระโพธิสัตว์ที่ปฏิบัติบูชาอยู่ ณ ต้นไทร

ดร.กฤษดาวรรณปรึกษากับผู้เกี่ยวข้องในการวางแผนงานเร่งด่วนที่จะดำเนินการต่อไป ได้แก่ การทำป้ายชื่อสถานปฏิบัติธรรม การทำรั้วด้านหน้า การสร้างอาคารเพื่อเป็นที่พักของช่าง การฝังท่อระบายน้ำบริเวณลำห้วยและทำถนน การฝังท่อในจุดต่างๆที่น้ำเซาะ การขยายสระน้ำเพื่อกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง การทำระบบกักน้ำฝน การปลูกดอกไม้ด้านหน้า และการถางหญ้า 

ทั้งหมดตั้งประณิธานจะไม่ทำร้ายสัตว์ใดในระหว่างทำงานก่อสร้างและจะอนุรักษ์ธรรมชาติ อนุรักษ์ต้นไม้ สัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยในดินแดนแห่งนี้ งานต่อไปที่จะทำคือการออกแบบสถานที่และการสร้างสถูป


ขออุทิศความสุขให้สัตว์ทั้งหลายไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว

ขอความสุขแพร่ไปในอากาศ

ขอน้อมรับความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว

ขอทะเลแห่งความทุกข์เหือดแห้งหายไป

หากข้าพเจ้าสุข

ขอมอบความสุขแก่ผู้ปรารถนาความสุข

ขอความสุขแพร่ไปในอากาศ

หากข้าพเจ้าทุกข์

ขอแบกรับความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย

ขอทะเลแห่งความทุกข์เหือดแห้งหายไป

ขอความทุกข์ของเทพและภูตผีมารวมอยู่ในตัวของข้าพเจ้า

ขอความสุขของข้าพเจ้าแปรเปลี่ยนไปเป็นของพวกเขาด้วยเทอญ

โอม มณี เปเม ฮุง

 

กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙

ให้ความเห็น

การถวาย “ซัง” ตามประเพณีทิเบต

สิ่งที่จะนำมาถวายต้องเป็นของที่ได้มาโดยชอบ สะอาดบริสุทธิ์ และจัดเรียงอย่างงดงาม นั่นคือต้องเป็นของที่ไม่ได้มาโดยวิธีทุจริตและด้วยความตระหนี่

ผู้ที่ดำรงชีวิตโดยไม่มีสัมมาทิฐิและด้วยความตระหนี่อาจไปเกิดเป็นเปรตในภพชาติหน้า การเสียดายเครื่องบูชาราวกับว่าเครื่องบูชาเป็นเลือดเนื้อของเราจะทำให้เราไม่ได้สั่งสมบุญบารมี

ของสะอาดบริสุทธิ์หมายถึงส่วนแรกหรือส่วนที่ดีที่สุดของอาหารที่เรารับประทาน ไม่ใช่ของเสีย ไม่อร่อย หรือของที่แม้แต่เราก็ไม่รับประทาน แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะไม่ได้มีความคิดว่าอะไรสะอาด หรือไม่สะอาด แต่เราก็ควรจะถวายของที่ดีที่สุดแด่พระองค์เพื่อความเป็นมงคลในชีวิต ซึ่งเป็นการสอนไม่ให้เรามีความตระหนี่ อยากได้ของที่ดีที่สุดเพื่อตัวเอง

ของที่จะถวายต้องเรียงไว้อย่างวิจิตร เป็นการแสดงความตั้งใจที่จะถวายเครื่องบูชา ไม่ใช่วางอย่างไม่เป็นระเบียบและที่ถวายซังก็จะต้องสะอาดและอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมด้วย

การประสาน กาย วาจา ใจ

หัวใจหลักของการถวายซังและการปฏิบัติใดๆก็ตาม เรามีความจำเป็นที่จะต้องกระทำด้วยการประสานกาย วาจา ใจ การถวายซังไม่ใช่่การกระทำทางกายเท่านั้น แต่เป็นการสวดมนตร์ (ทางวาจา) และการตั้งจิตหรือตั้งนิมิตหรือที่เรียกว่า “เก-ริม” (ทางใจ) ด้วย ไม่มีการปฏิบัติธรรมใดที่ไม่ใช่การประสานกาย วาจา ใจ

หากเราสวดมนตราประจำพระพุทธเจ้าพระองค์ใดโดยปราศจากการตั้งนิมิตถึงพระองค์ การสวดมนตราก็เป็นเพียงการปฏิบัติทางวาจาเท่านั้น

ในทำนองเดียวกัน หากพระภิกษุแสดง “ชัม” โดยการร่ายรำด้วยหน้ากาก แต่ไม่คิดว่าเป็นการปฏิบัติธรรมทั้งกาย วาใจ ใจ การแสดงนั้นก็อาจทำให้เหนื่อยเปล่าๆ

การยึดพระรัตนตรัยและการแผ่โพธิจิต

ก่อนการถวายเครื่องบูชา เราต้องสวดยึดพระรัตนตรัยและสวดแผ่โพธิจิต ถ้าไม่ทำ ก็เหมือนกับการยิงธนูโดยไม่เล็งเป้า เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะปฏิบัติอะไร เราต้องสวดทั้งสองอย่างนี้เพื่อเตรียมจิตของเราให้มีศรัทธาอย่างมั่นคงในพระรัตนตรัยและให้มีความเมตตากรุณา

บางส่วนจาก “คู่มือในการปฏิบัติซัง” ของท่านโดดรุบเชน จิกเม เต็มเบ ญีมา (แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ)

ให้ความเห็น

คำอธิษฐานในวันแห่งความรัก

ตื่นมากลางดึก นึกถึงพระแม่ตาราและความรักของพระโพธิสัตว์ ตั้งจิตอธิษฐานในวันแห่งความรักว่า   “ขอมอบความรักบริสุทธิ์ดุจความรักของพระแม่ตาราที่มีต่อสรรพสัตว์ให้แก่สัตว์โลกทั้งหลาย ขอสัญญาว่าจะไม่ลืมพวกเขาแม้เสี้ยววินาที จะขอรักทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่เป็นดังศัตรู และขอน้อมนำพลังแห่งความรักของทุกคนทั่วโลกให้มาเป็นพลังขับเคลื่อนให้ได้สร้างพระสถูปสำเร็จและให้ส้ตว์โลกทั้งหลายได้เข้าถึงสภาวะจิตกระจ่างภายในด้วยเทอญ”

ให้ความเห็น

ในการเขียนมีการตระหนักรู้

“ทุกคนยืนขึ้น ตัวตรง กายผ่อนคลาย จิตผ่อนคลาย เบิกบาน ไม่คิดสิ่งใด ไม่วอกแวก ก้าวเท้าซ้ายออกมาเล็กน้อย ให้เราตั้งจิตว่าเบื้องหน้าของเราคือท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ยกแขนขึ้นและทำมือในลักษณะจับปากกา ให้เราเขียนคำว่า “ริกปะ” ไปในอากาศนี้ เป็น “ริกปะ” ที่่งดงามที่สุด ใหญ่ที่สุด”

เสียงอาจารย์เยินเต็นสอนนักเรียนที่มาเรียนคัลลิกราฟี่ พวกเรารวมจิตเป็นหนึ่งเดียวบรรจงเขียน “ริกปะ” ไปในอากาศ ในความเงียบมีความรู้ตัว ในการเขียนมีการตระหนักรู้

เราเขียนกันสามครั้ง เมื่อเขียนเสร็จ เราชักเท้ากลับ ผ่อนลมหายใจออก ดำรงอยู่ในความสงบ จิตรวมเป็นหนึ่งเดียว เราอยู่ในความเงียบเช่นนั้นสามวินาที จากนั้น นั่งลง นำปากกาไม้ไผ่จุ่มไปในหมึกสีดำ แล้วบรรจงเขียนคำว่า “ริกปะ” ไปบนกระดาษ…

ก่อนจะจากกัน แต่ละคนได้มอบคัลลิกราฟี่ภาษาทิเบตให้ตัวเองเป็นของขวัญ อาจารย์เยินเต็นบอกว่าของขวัญของเขาคือการได้สอนให้ทุกคนได้เขียนมนตรา “โอม อา ฮุง” แทนกาย วาจา ใจของพระพุทธเจ้า และคำว่า “ริกปะ” เพื่อให้เราได้ตระหนักรู้ในปัจจุบันขณะ

ให้ความเห็น

“ความเป็นพุทธ” อยู่ที่ใด

ความเป็นพุทธไม่ได้อยู่ที่ชื่อของนิกาย ไม่ได้มีสังกัดประเทศหรือเชื้อชาติ ไม่ได้อยู่ที่สูติบัตร แต่อยู่ที่เราเข้าใจแก่นของความเป็นพุทธมากน้อยเพียงไร ขอเราอย่ามองพุทธศาสนาเพียงแค่เปลือกนอก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแบบ ภาษาที่สวดมนตร์ สร้อยคอ ลูกประคำ หรือตัวพระอาจารย์เอง มองให้ลึกไปกว่านั้น ศึกษาให้เข้าใจคำสอนอย่างถ่องแท้ และมีเมตตากรุณาต่อกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงไร ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนไปเช่นไร แก่นธรรมขององค์พระศาสดาก็จะยังคงดำรงอยู่และเป็นประโยชน์ต่อสัตว์โลกอย่างไม่รู้จบ

ให้ความเห็น

วิ่งตามพระจันทร์

เด็กหญิงคนหนึ่งเคยวิ่งตามพระจันทร์ เมื่อโตขึ้น เธอรับรู้ว่าเธอกับพระจันทร์อยู่คนละโลก เธอเลิกวิ่งตาม เลิกแหงนดูฟ้า เธอก้มดูดิน ขีดเส้นทางเดิน ปีแล้วปีเล่า เธอดำเนินชีวิตในลู่นั้น อยู่มาวันหนึ่ง เธอค้นพบว่าพระจันทร์ไม่ได้อยู่ไกล เธอวิ่งตามจันทร์เจ้าอีกครั้ง แม้ว่าครั้งนี้เธอจะวิ่งได้ช้าลง เพราะเธอไม่ได้เฝ้ามองพระจันทร์เพียงอย่างเดียว แต่เธอยังดูดาว ดูความเป็นไปของฟ้าในยามค่ำ ไม่ว่าเธอจะอายุมากขึ้นเพียงใด เธอสัญญากับตัวเองว่า จะไม่ยอมหยุดวิ่งอีกต่อไป

ให้ความเห็น

ความทรงจำอันงดงาม

ขทิรวันในเช้าวันนี้ (10 กุมภาพันธ์) เงียบสงบ คนงานหยุดพักผ่อนหลังจากที่พวกเราเหนื่อยล้ากันมาหลายวัน เหลือเพียงต้นกับฝน (ครอบครัวผู้ดูแลขทิรวัน) ฉัน เยินเต็น แมว 6 ชีวิต และสัตว์น้อยใหญ่ที่ยึดสถานที่แห่งนี้เป็นที่พักพิง 

“กายใส ใจกระจ่าง” จบไปอย่างเรียบร้อยเมื่อวานนี้ แต่กว่าเราจะเก็บของและเคลียร์งานก็เป็นเวลาเย็น ใกล้ค่ำฉันเดินไปสวดมนตร์ที่ศาลา เห็นพระจันทร์สีเหลืองอำไพโผล่จากภูเขา 

เสียงมณีมนตรา “โอม มณี เปเม ฮุง” ก้องในโสตประสาท นึกถึงค่ำวันที่ 8 ที่พวกเราเดินเวียนเทียนรอบสถูปมนตร์ท่ามกลางแสงเทียนระยิบระยับ คืนนั้นศาลาวสุตาราและสถูปมนตร์ประภัสสรงดงามเหนือคำบรรยายใดๆ 

อยากกล่าวคำขอบคุณทุกๆคนที่ทำให้งานนี้ลุล่วง กายใส ใจกระจ่างได้กลายมาเป็นความทรงจำอันงดงาม


ให้ความเห็น

ด้วยสองมือ…

หนทางที่เดินแม้ว่าจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ บางครั้งเราสะดุด หล่นไปในหลุม เราโดนเสี้ยนตำ เรากลัว เจ็บ เศร้า เสียใจ ด้วยเสี้ยนที่ตำเท้าเกิดจากความสับเพร่า การรู้ไม่ทันโลก ประมาท แต่เมื่อล้มแล้ว เสียใจแล้ว ลุกขึ้นอย่างทรนง มองไปข้างหน้า แม้จุดหมายยังอยู่ยาวไกล แต่ด้วยสองขานี้ ข้าพเจ้าจะก้าวไปอย่างไม่หวาดหวั่น แม้จะต้องตกหลุมอีก จะไม่เจ็บ แม้จะสะดุด จะไม่เสียใจ ด้วยสองมือนี้ ข้าพเจ้าจะแผ้วถางทางเอง ด้วยสองมือนี้ ข้าพเจ้าจะพาเพื่อนมาร่วมปูทาง ด้วยความหวังอันเรืองรองว่าสักวันหนึ่งเราทั้งหลายจักก้าวไปถึง

ให้ความเห็น

เรื่องที่เก่ากว่า
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.