กว่าจะมาเป็น “มูลนิธิพันดารา” และ “ศูนย์ขทิรวัน”
๑
มูลนิธิพันดาราริเริ่มจากการสนทนาระหว่างพระอาจารย์กุงกา ซังโบ ริมโปเช และดร.กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ณ สถานปฏิบัติธรรมของกุงกา ซังโบ ริมโปเช กรุงปักกิ่ง ในเดือนเมษายน ๒๕๔๖ ทั้งคู่มีความเห็นตรงกันถึงความจำเป็นของการตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในการหาทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนทิเบตโดยเฉพาะในเขตชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือของแคว้นคาม ทิเบตตะวันออก
ในขั้นต้น กุงกา ซังโบ ริมโปเชตั้งชื่อมูลนิธิว่า “เซเช็น” หมายถึง “ความเมตตาปรานีอันยิ่งใหญ่” ในขณะนั้นริมโปเชกำลังดำเนินโครงการสำคัญในชีวิตของท่าน คือการซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างวัดตาเวเออ หรือวัดแสงจันทร์ ที่ภูเขารีโวซางา (หวู่ไท่ซาน) เชื่อกันว่าภูเขาลูกนี้เป็นที่ประทับของพระมัญชุศรี
ช่างศิลป์ชาวทิเบตผู้หนึ่งที่ปักกิ่งออกแบบโลโก้ของมูลนิธิให้ โดยดร.กฤษดาวรรณ ขอให้มีอักขระซึ่งเป็นพีชพยางค์ประจำองค์พระแม่ตารา ผู้ทรงเป็นยีตัม (อิษฏเทวตา) พระพุทธเจ้าที่บูชาเป็นหลักในชีวิตจนกว่าจะถึงการตรัสรู้
ด้วยคำแนะนำของกุงกา ซังโบ ริมโปเช ช่างศิลป์ผู้นั้นจึงออกแบบโลโก้ให้มีอักขระตัมสีขาวอยู่ตรงกลางในวงกลมเล็กสีแดงซึ่งอยู่ในวงกลมใหญ่สีเหลือง วงกลมสีแดงแทนดวงอาทิตย์ วงกลมสีเหลืองแทนดวงจันทร์ วงกลมทั้งสองวงอยู่ในวงเดียวกันอันหมายถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของโลก การไม่แบ่งแยกจากธรรมชาติและการตระหนักถึงธรรมธาตุ สีขาวหมายถึงพระแม่ตาราขาว ปางสำคัญของพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์
๒
หลังจากเดินทางกลับมาเมืองไทย ดร.กฤษดาวรรณ มีความรู้สึกว่าชื่อเซเช็นยังไม่ใช่ชื่อของมูลนิธิ จึงมีความปรารถนาจะตั้งชื่อใหม่ วันหนึ่งขณะกำลังสนทนากับดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ เกี่ยวกับชื่อมูลนิธิระหว่างการเดินทางมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พลันได้คิดว่าในบทสรรเสริญพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์ บทหนึ่งมีข้อความว่า
ข้าพเจ้าขอกราบนมัสการแด่พระองค์
พระพักตร์ดุจดังจันทรศารทหนึ่งร้อยดวงรวมกัน
ส่องสว่างด้วยแสงสุกใส
ของดวงดาราหนึ่งพันดวง
จึงคิดว่าชื่อของมูลนิธิน่าจะมาจากบทสรรเสริญบทนี้โดยเฉพาะในสองวรรคสุดท้ายที่มีความหมายว่า แสงของดวงดาราหนึ่งพันดวง ได้นำความนี้ไปปรึกษารศ. ดร. สุจิตรา จงสถิตวัฒนา ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ ด้วยคำแนะนำของดร.สุจิตรา จึงตกลงว่าจะตั้งชื่อมูลนิธิว่า “พันดาราภา”
ดร.กฤษดาวรรณ ดร.โสรัจจ์และเพื่อนชาวทิเบต เท็นซิน รับเกียล ได้พบท่านโลดีที่บ้านของอาจารย์สุลักษณ์ได้เรียนให้ท่านทราบว่าจะก่อตั้งมูลนิธิพันดาราภาหรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “Thousand Stars Light”
ท่านแนะนำให้เอาคำว่า light ออก ท่านถามว่าทำไมถึงตั้งชื่อนี้ เมื่อบอกว่ามาจากบทสรรเสริญพระแม่ตารา ท่านแสดงความปีติยินดี ท่านบอกว่าท่านก็บูชาพระแม่ตาราเป็นยีตัมเช่นกัน
เมื่อถามว่าชื่อภาษาทิเบตจะเป็นอะไร ได้บอกท่านว่าจะใช้ชื่อ “ตงการ์ ซกปา” ตง แปลว่า หนึ่งพัน การ์ มาจากคำว่า การ์มา แปลว่าดวงดาว ซกปา แปลว่า กลุ่ม ซึ่งในที่นี้หมายถึงมูลนิธิ
ท่านให้ความเห็นว่าชื่อ ตงการ์ ดูจะแปลกกว่าคำภาษาทิเบตทั่วไปเพราะเอาคำขยายมาไว้หน้าคำหลัก ท่านบอกว่าจะนำความไปปรึกษาลามะผู้ใหญ่ของทิเบตและจะติดต่อกลับมา ในขณะที่ถ่ายรูปหมู่ ท่านได้สวดมนตร์ให้มูลนิธิพันดารามีความเจริญรุ่งเรือง
ในเดือนตุลาคม ๒๕๔๗ ในขณะที่ดร.กฤษดาวรรณกำลังทำวิจัยภาคสนาม ณ เมืองต้าเซโด (คังดิง) ในแคว้นคาม ได้รับสารจากท่านโลดีแจ้งข่าวดีให้ทราบว่าได้ปรึกษาเรื่องชื่อมูลนิธิกับพระอาจารย์สำคัญของทิเบต ท่านชื่นชมชื่อ “ตงการ์” เพราะนอกจากจะหมายถึง “ดวงดาวหนึ่งพันดวง” ยังหมายถึง “ดวงดาวแห่งศูนยตา” ด้วย
๓
เมษายน ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรรณกับเยินเต็น ผู้ช่วยชาวทิเบตเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่เมืองเตนมา ทางเหนือของแคว้นคาม เพื่อกราบสักการะวิหารพระแม่ตารา ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระรูปเตรมาโบราณสามพระองค์ที่เชื่อว่าเป็นพระรูปศักดิ์สิทธิ์เพราะทรงพูดได้ เรียกว่า Speaking Tara ดร.กฤษดาวรรณ ตั้งจิตอธิษฐานที่จะทำงานพระโพธิสัตว์เยี่ยงพระแม่ตาราและจะขอติดตามพระองค์ไปทุกภพทุกชาติ
วันรุ่งขึ้น ดร.กฤษดาวรรณกับเยินเต็นเดินทางไปวัดกีลง เขตเก็บกง ทางเหนือของเมืองซาชูคา (เซชู) ห่างจากเมืองเตนมาประมาณ ๓ ชั่วโมง
จากวัดกีลง ดร.กฤษดาวรรณและเยินเต็น ปีนเขาขึ้นไปโดยใช้เวลา ๓๐ นาที ถึงสถานปฏิบัติธรรมของพระฑากินีปัลเดน เชอโซ ซึ่งมีชื่อว่า “สถานปฏิบัติธรรมไพศาลประภัสสร” (เออเซ ลงยิง ตรุบเต)
หลังจากได้ยินเรื่องการก่อตั้งมูลนิพันดารา พระฑากินีแสดงความเมตตาดร.กฤษดาวรรณเป็นพิเศษ ได้มอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นเครื่องแทนกาย วาจา ใจของพระพุทธเจ้า ได้แก่ พระพุทธรูป คัมภีร์เตรมามีบทสาธนะพระแม่ตาราขาวซึ่งเป็นบทที่มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพระคุรุปัทมสัมภวะ
ก่อนกลับ ดร.กฤษดาวรรณได้กราบศพพระอาจารย์ลามะลงตก ท่านละสังขารปี ๒๕๔๔ ศพของท่านเก็บรักษาไม่ให้เน่าเปื่อยโดยทำเป็น กุมาร์ตง ร่างสีแดงในลักษณะนั่งสมาธิตั้งอยู่ในกระจกสี่เหลี่ยมแก้ว ณ ที่นั้น ดร.กฤษดาวรรณได้ตั้งจิตอธิษฐานที่จะช่วยพระฑากินีปัลเดน เชอโซ ในการดูแลฑากินีอาศรม
พฤษภาคม ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรรณเดินทางกลับไปทำวิจัยภาคสนามในทิเบตอีก จึงได้เดินทางกลับไปยังฑากินีอาศรมอีกครั้ง ในวันเดินทางกลับ พระฑากินีได้มอบบทสาธนะพระแม่ตาราขาวให้อย่างเป็นทางการ ในขณะเดียวกัน ดร.กฤษดาวรรณได้ทราบว่าพระฑากินีมีความประสงค์จะสร้างวิหารซังตกปารีเพื่อเป็นอุโบสถของฑากินีอาศรม
๔
กรกฎาคม ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรณและดร.โสรัจจ์เชิญคุณพฤหัส มีเสน ทนายความสำนักเนติวิริยะบัณฑิตและทนายประจำตระกูลหงศ์ลดารมภ์มาพบที่บ้านเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งมูลนิธิ คุณพฤหัสเป็นทนายความที่ทำงานกับศาสตราจารย์ นพ. ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ คุณพ่อของ ดร.โสรัจจ์มาเป็นเวลากว่า ๒0 ปี ได้รับความไว้วางใจจากท่านมาก
เมื่อคุณพฤหัสทราบว่าจะตั้งมูลนิธิเพื่อพระพุทธศาสนา ก็เกิดศรัทธาแม้ว่าจะไม่คุ้นเคยกับสายการปฏิบัติแบบทิเบต คุณพฤหัสอาสาจะช่วยทำงานมูลนิธิในฐานะกรรมการเลขานุการ และแจ้งว่ามีกรรมการเพียงสามคนก็สามารถจะตั้งมูลนิธิได้ ดร.กฤษดาวรรณและดร.โสรัจจ์ได้เชิญคุณพฤหัสขึ้นไปสวดมนตร์ด้วยกันที่ห้องพระ
ห้องพระนี้ต่อมาพระฑากินีปัลเดน เชอโซและเยินเต็นร่วมกันตั้งชื่อว่า “วิหารตาราเกซัง” คำว่า “เกซัง” ย่อมาจาก “เกซัง ตาวา” ชื่อภาษาทิเบตของดร.กฤษดาวรรณ แปลว่า ดวงจันทร์นำโชค หรือดวงจันทร์ในเวลาอันประเสริฐ คำว่าเวลาอันประเสริฐนี้หากใช้ในคัมภีร์พุทธศาสนาจะหมายถึง กัลป์อันประเสริฐ หรือภัทรกัลป์
ดร.โสรัจจ์แจ้งให้ศาสตราจารย์ นพ.ทองจันทร์ทราบถึงความคิดที่จะตั้งมูลนิธิพันดารา ท่านเห็นดีด้วยและได้บริจาคเงินทุนก้อนแรกเป็นจำนวน ๒๐,๐๐๐ (สองหมื่น) บาทให้
กันยายน ๒๕๔๗ คุณพฤหัสทำเอกสารมูลนิธิเสร็จสมบูรณ์รวมทั้งเอกสารแสดงความจำนง ของดร.กฤษดาวรรณในการบริจาคเงินสองแสนบาทให้มูลนิธิ เป็นการบังเอิญที่เอกสารนี้ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิดของ ดร.กฤษดาวรรณ
๕
ตุลาคม ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรรณกลับไปเยือนฑากินีอาศรมอีกครั้ง และขอให้พระฑากินีทำพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตาราขาวให้เพื่อที่จะได้ปฏิบัติบูชาพระองค์ตามคำสอนในคัมภีร์เตรมาของลามะลงตก
หลังพิธี พระฑากินีมอบบทสวดบูชาพระแม่ตาราขาวที่เป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์สาธนะฉบับย่อให้เพื่อจะได้สวดประจำวัน และได้สอนการพินิจใจตามแนวคำสอนซกเช็นให้เป็นครั้งแรก
ธันวาคม ๒๕๔๗ ดร.กฤษดาวรรณนิมนตร์พระฑากินีปัลเดน เชอโซมาเมืองไทย ท่านเดินทางมาวันที่ ๒๙ ธันวาคม หลังจากเหตุการณ์สึนามิ ๓ วัน มูลนิธิได้จัดงานสวดมนตร์และทำพิธีโพวาเพื่อส่งวิญญาณของผู้เคราะห์ร้ายไปสุขาวดี
การสวดนี้เน้นการเผาอาหารบริสุทธิ์ให้สัมภเวสีและสวดมนตร์ให้สัมภเวสีได้รับพรจากพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ในครั้งนั้นดร.กฤษดาวรรณมีความตั้งใจจะสวดมนตร์และเผาอาหารให้สัมภเวสีที่ท่องไปในบาร์โดเป็นนิจ และมีความประสงค์จะฝึกปฏิบัติเพื่อทำความเข้าใจคำสอนบาร์โดนี้และเผยแผ่คำสอนนี้ในประเทศไทย
มกราคม ๒๕๔๘ มูลนิธิพันดาราจัดพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตาราขาวที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี ตามคำเชิญของพระธัมมนันทาภิกษุณี โดยมีพระฑากินีเป็นผู้ทำพิธี
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ มูลนิธิพันดาราได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการจากเขตเทศบาลเมือง จังหวัดนนทบุรี มีสำนักงานตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๒๙/๙๐๘ หมู่ ๓ ถนนรัตนาธิเบศร์ ตำบลบางรักน้อย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
เมษายน ๒๕๔๘ ดร.กฤษดาวรรณพาพระธัมมนันทา ลูกศิษย์ของท่านและเพื่อนๆ รวมทั้งสิ้น ๑๓ คนไปจาริกแสวงบุญที่กรุงลาซาและเมืองอื่นๆในทิเบตภาคกลาง
การเดินทางครั้งนั้นได้ไปเยือนวัดทันทรุก เมืองเซทัง เพื่อกราบนมัสการพระแม่ตาราขาวที่เชื่อว่าทรงพูดได้ และทังกา (ภาพพระบฏ) พระแม่ตาราเขียวทำด้วยไข่มุกสีขาวซึ่งพระอาจารย์ตมเตินปะ (ศิษย์ของมิลาเรปะ) เป็นผู้ทอ วัดทันทรุกก่อตั้งในศตวรรษที่ ๗ สมัยเดียวกับวัดโจคังในลาซา
๖
พฤษภาคม ๒๕๔๘ ดร.กฤษดาวรรณเดินทางไปแคว้นคามเพื่อไปทำวิจัยอีก คราวนี้เดินทางไปเมืองรางาคา (ชินดูเฉียว) พักบ้านผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้บูชาพระแม่ตารามาเป็นเวลาอย่างน้อย ๒๑ ปี ท่านได้ร่วมกับลูกบ้านสวดมนตร์ถึงพระแม่ตาราโดยสวดบทสรรเสริญตารายี่สิบเอ็ดองค์ ๑๐ ล้านจบภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ และได้ก่อสร้างวิหารตาราขึ้น
การได้รู้จักผู้ใหญ่บ้านและเห็นความศรัทธาในพระแม่ตาราทำให้ดร.กฤษดาวรรณมีความมุ่งมั่นที่จะเผยแผ่คำสอนของพระองค์ให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติบูชา
ในระหว่างนั้น ดร.กฤษดาวรรณพบพระอาจารย์จัมยัง ทรักปะ ริมโปเช (Jamyang Dragpa Rinpoche) โดยบังเอิญ ท่านเป็นหมอและเภสัชกร ท่านเขียนคัมภีร์บูชาสรรเสริญพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์ ตามสายการปฏิบัติของญีมา เปปะ (สุริยะคุปต์) ผู้เป็นเตเตรอน หรือผู้ค้นพบธรรมสมบัติ ชาวอินเดีย
จัมยัง ทรักปะ ริมโปเชได้มอบบทบูชานี้ให้และแนะนำให้ดร.กฤษดาวรรณเดินทางไปวิหารตาราที่วัดทิเบตแห่งหนึ่งมีชื่อเป็นภาษาจีนว่า “นาโมซื่อ” ตั้งอยู่ที่เมืองตาเซโด นอกจากนี้ ท่านยังแนะนำดร.กฤษดาวรรณให้เดินทางไปวัดของท่านชื่อ “วัดกับชีกง” ในเมืองต้าอูเพื่อถ่ายรูปทังกาใหญ่ที่มีรูปพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์ตามสายการปฏิบัติของสุริยคุปต์
เมื่อเดินทางไปวิหารตาราที่นาโมซื่อ ดร.กฤษดาวรรณเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าและตั้งประณิธานที่จะสร้างวิหารตารายี่สิบเอ็ดองค์ตามสายการปฏิบัติของสุริยคุปต์ในประเทศไทย
๗
หลังจากนั้น ดร.กฤษดาวรรณเดินทางไปสักการะสถานปฏิบัติธรรมของชาซา ต้าชี่ เกียลเซ็น ริมโปเช (Shadza Tashi Gyaltsen Rinpoche) ที่เมืองซาโค ใกล้กับเมืองเดเก ชาซา ริมโปเช เป็นพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติซกเช็นในสายเพิน (Bon) เมื่อท่านละสังขารประมาณปี ค.ศ. ๑๙๓๕ ร่างของท่านสลายกลายเป็นอากาศธาตุ กลายเป็นร่างประภัสสรหรือร่างรุ้ง
ในการเดินทางครั้งนั้น ดร.กฤษดาวรรณยังได้ไปกราบสักการะพระศรีเทวีหรือปัลเดน ลาโมที่วิหารของพระองค์ในเมืองซาโค พระศรีเทวีทรงเป็นธรรมบาลและปางพิโรธของพระแม่ตารา วิหารนี้อยู่ในวัดของกุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ริมโปเช (Kundrol Mongyal Lhasay Rinpoche) พระอาจารย์ที่ต่อมาได้กลายเป็นพระอาจารย์หลักในชีวิตของดร.กฤษดาวรรณ ท่านเป็นพระอาจารย์ซกเช็นในสายเพินใหม่ (New Bon) และเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ชาซา ริมโปเช ผู้ได้ร่างประภัสสร ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ในการจำศีลโดยพำนักอยู่ในเมืองเฉิงตู
ท่านได้มอบคำสอนในการปฏิบัติบูชาพระศรีเทวี และพูร์ปา (พระวัชระกิลายะ) ให้
ดร.กฤษดาวรรณ ทันทีที่ได้รับทราบว่าจะตั้งมูลนิธิพันดาราเพื่อขจัดอุปสรรคต่างๆ ท่านยังเล่าว่าบิดาของท่าน ชื่อ ฮุงเช็น โตรตู ลิงปะ ริมโปเช (Hungchen Drodul Lingpa Rinpoche) มีความผูกพันเป็นพิเศษกับพระแม่ตารา
๘
สิงหาคม ๒๕๔๘ มูลนิธิพันดารานิมนตร์พระอาจารย์กุงกา ซังโบ ริมโปเช มาร่วมประชุมเกี่ยวกับความฝันกับจิตวิญญาณ: ทัศนะจากจิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หลังการประชุม ดร.กฤษดาวรรณขอให้ กุงกา ซังโบ ริมโปเช ทำพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตารายี่สิบเอ็ดองค์ ที่วิหารภัทรกัลป์ตารา นนทบุรี
ก่อนการทำพิธีดร.กฤษดาวรรณให้ริมโปเชดูคัมภีร์ที่ได้รับมอบมาจากจัมยัง ทรักปะ ริมโปเช เมื่อกุงกา ซังโบ ริมโปเชเห็นก็แสดงความประหลาดใจและบอกว่าเป็นนิมิตที่ดีที่ดร.กฤษดาวรรณได้รับคัมภีร์เดียวกับที่ท่านจะใช้ในพิธีมนตราภิเษก ท่านอธิบายว่าคัมภีร์ตารายี่สิบเอ็ดองค์ตามสายการปฏิบัติของสุริยคุปต์มีผู้สืบทอดน้อยมากเนื่องจากเป็นคัมภีร์ตันตระชั้นสูง ในทิเบตมีผู้ปฏิบัติคัมภีร์นี้ไม่กี่คน นอกจากนี้ ยังได้บอกว่าคัมภีร์นี้เป็นคัมภีร์ที่สืบสายการปฏิบัติมาจากพระอาจารย์อตีชา (อตีศะทีปังกร) ในศตวรรษที่ ๑๑
หลังพิธีมนตราภิเษก กุงกา ซังโบ ริมโปเชมอบบทสาธนะขทิรวนีตาราหรือพระแม่ตาราเขียว องค์ประธานของตารายี่สิบเอ็ดองค์ให้ ท่านเน้นว่าควรละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์เมื่อต้องการสวดบทสาธนะนี้
ในระหว่างที่กุงกา ซังโบ ริมโปเช พำนักอยู่ที่เมืองไทย ดร.กฤษดาวรรณได้พาท่านไปสถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐมซึ่งลามะทิเบตบางท่านเชื่อว่าเป็นที่ประทับของเหล่าฑากินี กุงกา ซังโบ ริมโปเช เรียกสถานที่นี้ว่า “คันโดรลิง” หมายถึง ดินแดนของฑากินี ดร.กฤษดาวรรณมีความคิดว่าหากทำวิหารตาราก็ควรจะเป็นสถานที่พิเศษเช่นนี้ แต่เนื่องจากสถานที่นี้เคยเป็นวัดและสุสานและปัจจุบันกลายเป็นเขตโบราณสถาน จึงไม่สามารถสร้างวัดหรือสถูปได้ เมื่อกลับมาถึงบ้านรัตนาธิเบศร์ ท่านเรียกบ้านหลังนี้ว่า “เตรอเมลิง” ดินแดนของตารา ชื่อนี้กลายมาเป็นชื่อสำคัญในภายหลัง
๙
ตุลาคม ๒๕๔๘ ดร.กฤษดาวรรณเดินทางไปทำวิจัยในทิเบตอีกครั้ง และได้ไปกราบเมินเกียล ลาเซ ริมโปเช ท่านบอกว่าท่านมีโครงการจะสร้างวิหารพระแม่ตารา โดยทำเป็นซังตก ปารี ซึ่งเป็นชื่อพุทธเกษตรของพระคุรุ ริมโปเช ให้มี ๓ ชั้นแทนนิรมาณกาย สัมโภคกายและธรรมกายของพระพุทธเจ้า ในบริเวณใกล้เคียงจะสร้างหอสมุด ศูนย์วิชาการของพระพุทธศาสนา และบ้านพักผู้ปฏิบัติธรรม ท่านตั้งจิตอธิษฐานจะหล่อรูปพระแม่ตารา ๑,๐๐๐ องค์ และพระคุรุ ริมโปเช ๑,๐๐๐ องค์ ท่านเล่าว่าบิดาของท่านมีเตรมาของพระแม่ตาราซึ่งท่านจะนำมาประดิษฐานที่นี่ ดร.กฤษดาวรรณเรียนท่านว่ามีความคิดที่คล้ายกับท่านในการจะทำวิหารตาราและสถานปฏิบัติธรรมและให้มีศูนย์วิชาการด้วย ท่านมีความปีติยินดีและกล่าวว่าจะเดินทางมาสร้างสถูปให้หากสร้างวิหารตาราในประเทศไทยได้จริงๆ
๑๐
เมื่อดร.กฤษดาวรรณเดินทางกลับมาเมืองไทยในเดือนเดียวกัน มีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งคิดจะมอบที่ดินเนื้อที่ ๒ ไร่ให้ทำศูนย์วิชาการทิเบตและเป็นที่ตั้งวิหาร ที่ดินนี้อยู่บริเวณสนามกอล์ฟ รังสิต
ธันวาคม ๒๕๔๘ พระฑากินีปัลเดน เชอโซ เดินทางมาเมืองไทยอีก ท่านอยู่จำศีล ๑ สัปดาห์ในวิหารภัทรกัลป์ตารา นับเป็นตัวอย่างที่งดงามในการจำศีลปลีกวิเวกแบบทิเบต
ในวันแรกทีท่านจำศีล ดร.กฤษดาวรรณได้ไปพบพระธัมมนันทาภิกษุณีที่วัตรของท่าน ได้เรียนให้ ท่านทราบถึงความคิดที่จะสร้างวิหารพระโพธิสัตว์ ท่านอนุโมทนาและออกปากยกที่ดินจำนวน ๖ ไร่ที่เคยเป็นที่จำศีลของหลวงย่าให้
เมื่อพระฑากินีออกจากจำศีล ได้เรียนเรื่องนี้ให้ท่านทราบ ในวันที่เป็นฤกษ์ดีวันหนึ่ง ท่านตั้งชื่อวิหารที่จะสร้างว่า “วิหารภัทรกัลป์พันดารา”
มกราคม ๒๕๔๙ ดร.กฤษดาวรรณขอให้พระฑากินีทำพิธีมนตราภิเษกพระคุรุปัทมสัมภวะให้ที่วิหารภัทรกัลป์ตารา และจัดการประชุมเรื่องพระโพธิสัตว์ในโลกปัจจุบันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๑๑
เมษายน ๒๕๔๙ ใกล้ช่วงวันเช็งเม้ง ดร.กฤษดาวรรณมีความปรารถนาจะสวดบทเจอดปะ หรือการละอัตตาด้วยการอุทิศเลือดเนื้อ (body offering) ตามสายการปฏิบัติลงเช็น ญิงทิก (Longchen Nyingthik) ที่ได้รับมอบจากพระฑากินี โดยจะไปสวดที่สุสานจีน อำเภอหัวหิน เนื่องจากหัวหินเป็นบ้านเกิด
บทปฏิบัตินี้หากจะสวดได้ดีเพื่อประโยชน์ของสัตว์ที่มารับพร ควรจะทำในสุสาน บริเวณต้นน้ำ สถานที่สงบเงียบ ในทิเบตยังทำในบริเวณที่มีการกำจัดศพเพื่อให้ทานแก่นกด้วย
ต่อมา ดร.กฤษดาวรรณ ดร.โสรัจจ์ และบุตรชายมีโอกาสเดินทางไปหัวหิน เมื่อไปทำธุระกับคุณแม่ที่สุสานจีน มีความรู้สึกว่าทางไปภูเขาในหัวหินเป็นบริเวณสงบเงียบน่าจะทำเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม
สองชั่วโมงหลังจากนั้นได้พาบุตรชายไปเล่นน้ำทะเลที่ชายทะเลหัวหิน ขณะนั่งที่โขดหิน มีความคิดว่าผู้ที่มาเที่ยวหัวหินมักจะมาหาความสุขทางโลก โดยน้อยคนนักจะสนใจการปฏิบัติธรรม หัวหินเป็นที่ที่ผู้คนไปกินอาหารทะเล ทำให้สัตว์น้ำต้องถูกจับมากินเป็นจำนวนมาก จึงคิดว่าน่าจะทำสถานปฏิบัติธรรมที่นี่ ทันทีที่คิดก็โทรศัพท์ไปหาคุณอารีรัตน์ซึ่งได้ซื้อที่ดินที่หัวหินไว้ก่อนแล้ว
คุณอารีรัตน์บอกว่ามีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง บอกขายมา ๒ ปีแล้วยังขายไม่ได้ ด้านหน้าติดถนนใหญ่ ด้านหลังติดภูเขา มีขนาด ๖๘ ไร่เศษ
๑๒
พฤษภาคม ๒๕๔๙ ดร.กฤษดาวรรณมีโอกาสเดินทางไปจาริกแสวงบุญที่ถ้ำปฏิบัติธรรมของพระคุรุปัทมสัมภวะและถ้ำปฏิบัติธรรมของพระฑากินียีชี ซกเจียล (Kandro Yeshe Tsogyal) เมืองนักชู ในเขตชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือของทิเบต และได้ไปกราบพระรูปของพระขทิรวนีตาราที่วัดตารมู เมืองนักชู
พระรูปนี้เป็นพระรูปศักดิ์สิทธ์ที่เป็นพระแม่ตรัสได้อีกพระองค์หนึ่ง เชื่อว่าเป็นของเจ้าหญิงเหวินเฉิงในศตวรรษที่ ๗ เจ้าหญิงเหวินเฉิงเป็นพระมเหสีจีนของกษัตริย์ซงซัน กัมโป ชาวทิเบตเชื่อว่าทรงเป็นพระนิรมาณกายของพระแม่ตาราขาว
ในระหว่างการจาริกแสวงบุญ พระฑากินีได้ทำพิธีมนตราภิเษกพระแม่ตาราขาวให้แก่ชนเผ่าเร่ร่อนและพาดร.กฤษดาวรรณไปขี่ม้าประทักษิณรอบทะเลสาบที่ลามะลงตกเคยจำศีลภาวนาจนทำให้เห็น โกงเตร (ธรรมสมบัติทางจิต หรือ mind treasure) ที่ได้กลายมาเป็นบทสาธนะพระแม่ตาราขาว
การจาริกแสวงบุญสิ้นสุดที่วิหารตาราที่เมืองเนทัง (Nyethang) และวัดต้าชี่โกงของกุงกา ซังโบ ริมโปเช กรุงลาซา ที่วิหารตาราแห่งนี้ ดร.กฤษดาวรรณได้รับของมีค่าซึ่งพระผู้ดูแลวิหารแบ่งมาให้จากผ้าห่อรูปหล่อของพระอาจารย์อตีศะ ผู้เผยแผ่คำสอนของพระแม่ตาราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทิเบต วิหารนี้เคยอยู่ภายใต้การดูแลของวัดต้าชี่โกงซึ่งเคยเป็นที่ปฏิบัติธรรมของพระอาจารย์ ปัจจุบันยังมีชาวทิเบตเชื้อสายอินเดียที่เป็นลูกหลานของศิษย์พระอาจารย์อตีศะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหน้าวัด
๑๓
หลังจากดร.กฤษดาวรรณเดินทางกลับจากทิเบต มูลนิธิพันดาราได้นิมนตร์กุงกา ซังโบ ริมโปเช มาเมืองไทยเพื่อฝึกอบรมการบ่มเพาะปัญญาและทำพิธีมนตราภิเษกพระมัญชุศรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ทำพิธีคือวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๙ เป็นวันครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งชาตกาลพระพุทธทาสภิกขุ
วันรุ่งขึ้น ดร.กฤษดาวรรณได้ขอให้ริมโปเชและเต็มปะ พระลูกศิษย์เดินทางไปหัวหินเพื่อไปดูที่ดินโดยตั้งใจจะทำเป็นสถานปฏิบัติธรรมของมูลนิธิและที่ประดิษฐานวิหารภัทรกัลป์พันดารา
เมื่อไปถึง น้ำในทะเลสาบดานหน้าเต็มเปี่ยม ฝนตกซู่ใหญ่ ๓ ครั้ง สลับกับแดดออก ตามประเพณีทิเบตถือว่าเป็นนิมิตที่ดี ริมโปเชนั่งสมาธิที่ต้นไทรใหญ่ซึ่งมีรากจำนวนมากฝังอยู่ในก้อนหิน เมื่อถอนจากสมาธิและเดินออกมาด้านข้างของต้นไทร ท่านพูดว่า นี่คือดินแดนของขทิรวนีตารา เมื่อถามท่านว่าวิหารจะอยู่ที่ใด ท่านตอบว่าวิหารธรรมชาติมีอยู่แล้วก็คือต้นไทรซึ่งแผ่กิ่งก้านเป็นดังหลังคา ก้อนหินคือบัลลังก์ พระอาจารย์คือลามะ เต็มปะคือลูกศิษย์ที่เป็นฝ่ายสงฆ์ และมีลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาสประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น
มิถุนายน ๒๕๔๙ สามวันหลังการเดินทางไปหัวหิน ดร.กฤษดาวรรณได้รับโทรศัพท์จากคนไทยคนหนึ่งที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเยอรมนี เธอไม่เคยพบดร.กฤษดาวรรณมาก่อนเพียงได้ทราบเรื่องราวของมูลนิธิพันดาราจากหนังสือพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าที่ดร.โสรัจจ์แปล เธอโทรศัพท์มาถามว่ามูลนิธิจะสนใจสร้างที่ปฏิบัติธรรมหรือไม่ มีที่ดินจะบริจาค ขนาด ๔๐ ไร่ประกอบด้วยต้นสัก ๒,๐๐๐ ต้นที่ปลูกมาเป็นเวลา ๑๕ ปี อยู่ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ตอนแรกดร.กฤษดาวรรณไม่สนใจเนื่องจากคิดว่าจะซื้อที่ดินที่หัวหิน แต่คำว่าป่าสักทำให้ต้องหยุดคิดเนื่องจากในขณะนั้นเชื่อว่าคำว่า ขทิรวัน หมายถึง ป่าสัก ตามความหมายในศัพท์ภาษาทิเบต
ในภาพทังกาของพระขทิรวนีตาราซึ่งดร.กฤษดาวรรณได้มาจากเนปาลในปี ๒๕๓๓ มีคำบรรยายภาษาทิเบตซึ่งแปลได้ว่า “พระแม่ตาราแห่งป่าสักทรงกำเนิดมาจากอักขระตัม” (ตัมเป็นอักขระศักดิ์สิทธิ์แทนพระแม่ตารา)
แม้ว่าป่าสักในกาญจนบุรีจะงดงามและมีความสงบร่มเย็นและแม้ว่าป่าสักอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับพระแม่ตารา ดร.กฤษดาวรรณตัดสินใจปฏิเสธความหวังดีนี้เนื่องจากมีความรู้สึกว่าสถานที่นี้ยังไม่ใช่ที่ปฏิบัติธรรมของมูลนิธิ และได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะซื้อที่ที่หัวหินไม่ว่าจะยากลำบากเพียงไรก็ตาม
๑๔
วันที่ ๓-๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ ดร.กฤษดาวรรณและกุงกา ซังโบ ริมโปเชได้รับเชิญจากสถาบันเมตาเน็กซัส (Metanexus Institute) ประเทศสหรัฐอเมริกาให้ไปประชุมที่มหาวิทยาลัยเพ็นซิลเวเนีย เมืองฟิลาเดลเฟีย เพื่อไปเสนอบทความของดร.โสรัจจ์ในฐานะประธานกลุ่มสนทนาพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์พันดารา และรับรางวัลในฐานะที่มูลนิธิทำงานดีเด่นในการจัดประชุมในหัวข้อร่วมสมัยด้านวิทยาศาสตร์กับศาสนา
หลังการประชุม ดร.กฤษดาวรรณและกุงกา ซังโบ ริมโปเชมีความประสงค์จะเดินทางไปซีแอ็ทเติ้ล เพื่อไปกราบสมเด็จองค์จิกตัล สาเกีย (Jigdal Sakya Gongma Rinpoche) ประมุขของนิกายสาเกียปะและท่านจัมยัง ตักโมลา (Jamyang Dagmola) ภริยาของท่าน ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนิรมาณกายของพระแม่ตาราขาว
ก่อนการเดินทาง ดร.กฤษดาวรรณเริ่มป่วย มีอาการปวดศีรษะและคลื่นไส้วิงเวียน ริมโปเชก็มีอาการคล้ายคลึงกัน เมื่อถึงซีแอตเติ้ล อาการของดร.กฤษดาวรรณแย่ลงแต่ริมโปเชกลับมีอาการดีขึ้น ในระหว่างที่พำนักที่นั่นเป็นเวลา ๓ วัน ดร.กฤษดาวรรณป่วยหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ กุงกา ซังโบ ริมโปเชสันนิษฐานว่าอาจเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการทำงานสำคัญ อาการป่วยและปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นหายไปทันทีเมื่อทั้งคู่ขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพ
การเดินทางไปครั้งนั้น ดร.กฤษดาวรรณได้รับมอบบทสาธนะพระแม่ตาราขาวจากจัมยัง ตักโมลา บทสาธนะนี้สืบสายมาจากพระอาจารย์อตีศะเช่นกัน เป็นบทที่เน้นถึงการตั้งนิมิตถึงพระแม่ตาราขาวและพระอมิตายุสในการขอให้พระองค์ทั้งสองประทานอายุยืนยาว ป้องกันการตายในเวลาอันไม่สมควรและรักษาโรคภัยไข้เจ็บของสัตว์ทั้งหลาย
นอกจากนี้ พร้อมกับกุงกา ซังโบ ริมโปเช ดร.กฤษดาวรรณยังได้รับมอบบทสวดมนตร์เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ ชื่อว่า “บทสวดบันดาลใจเพื่อจริยวัตรอันดีเลิศ ราชาแห่งมหาปณิธาน” (The Aspiration Prayer for Excellent Conduct) จากสมเด็จองค์จิกตัล สาเกีย ท่านให้เหตุผลว่าท่านเลือกบทสวดมนตร์บทนี้เนื่องจากแก่นของคำสอนของพระพุทธองค์และการบูชาพระองค์อยู่ในบทนี้ซึ่งเน้นคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์ และบทนี้เป็นที่นิยมสวดกันในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมทุกนิกาย
นับว่าเป็นนิมิตที่ดียิ่งเพราะก่อนจะได้พบสมเด็จองค์จิกตัล สาเกีย ดร.กฤษดาวรรณได้ขอให้ กุงกา ซังโบ ริมโปเชสวดบทสวดมนตร์บทเดียวกันเพื่อสันติภาพของโลกในพิธีเปิดการประชุมของสถาบันเมตาเน็กซัส เนื่องจากได้รับแรงบันดาลใจจากการที่สมเด็จองค์การ์มาปะที่ ๑๗ กับพระสงฆ์อีก ๑๐,๐๐๐ รูปร่วมกันสวดบทนี้ที่ต้นศรีมหาโพธิ์ โพธิคยาในเดือนมกราคม ๒๕๔๙
๑๕
หลังจากเดินทางกลับมาประเทศไทย ดร.กฤษดาวรรณและดร.โสรัจจ์ไปกราบอาจารย์สุลักษณ์และได้แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับโครงการการก่อตั้งสถานปฏิบัติธรรมที่หัวหิน อาจารย์ร่วมอนุโมทนาพร้อมกับแสดงความประสงค์จะร่วมทำบุญสร้างพระสถูปเพื่อเป็นการทำบุญให้คุณแม่ที่ล่วงลับ
อาจารย์จัมปา ญีมาค้นพบคำว่า “ขทิรวัน” หมายถึง “ป่าสีเสียด” ไม่ใช่ป่าสัก ต้นสีเสียดเป็นต้นไม้ในพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีประทับอยู่ที่ป่าสีเสียดเมื่อคราวอาพาธหลังทรงผนวชได้ ๘ พรรษา ดร.กฤษดาวรรณมีความหวังว่าจะสามารถปลูกต้นสีเสียดเป็นรั้วที่ดินแดนของพระแม่ตาราที่หัวหิน
ในคัมภีร์ของฝ่ายทิเบต ขทิรวัน ยังหมายถึง ที่ประทับของพระแม่ตารา พระอาจารย์นาคารชุนได้เขียนบทสรรเสริญป่าขทริวันและพระขทิรวนีตาราในคราวที่ท่านนั่งสมาธิที่ขทิรวันทางใต้ของอินเดียและได้เห็นนิมิตพระแม่ตารา
ดร.กฤษดาวรรณ ดร.โสรัจจ์ กับคุณพ่อคุณแม่ของดร. กฤษดาวรรณกลับไปที่ที่ดิน คราวนี้ได้พบผลฟักข้าวสีส้มออกทองหนึ่งผลหน้าต้นไทร ได้ถวายผลฟักข้าวนี้แด่พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ที่หน้าโคนต้นไทร มีผลฟักข้าวอีกหลายลูกอยู่เหนือต้นไทร ดร.กฤษดาวรรณสวดบทสวดบันดาลใจเพื่อจริยวัตรอันดีเลิศที่ต้นไทร
วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ดร.กฤษดาวรรณ และดร.โสรัจจ์ ได้นำเงินที่เหลือไปจ่ายค่าที่ดินและทำการโอนกรรมสิทธิ์ หลังจากนั้น ทั้งคู่ได้ตั้งจิตอธิษฐานถวายที่ดินผืนนี้แด่พระแม่ตาราและทำมูลนิธิพันดาราเพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏให้หลุดพ้น ดร.กฤษดาวรรณสวดบทสรรเสริญตารายี่สิบเอ็ดองค์ บทบูชาพระแม่ตาราขาวและคาถาหัวใจของพระโพธิสัตว์ที่ปฏิบัติบูชาอยู่ ณ ต้นไทร
ดร.กฤษดาวรรณปรึกษากับผู้เกี่ยวข้องในการวางแผนงานเร่งด่วนที่จะดำเนินการต่อไป ได้แก่ การทำป้ายชื่อสถานปฏิบัติธรรม การทำรั้วด้านหน้า การสร้างอาคารเพื่อเป็นที่พักของช่าง การฝังท่อระบายน้ำบริเวณลำห้วยและทำถนน การฝังท่อในจุดต่างๆที่น้ำเซาะ การขยายสระน้ำเพื่อกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง การทำระบบกักน้ำฝน การปลูกดอกไม้ด้านหน้า และการถางหญ้า
ทั้งหมดตั้งประณิธานจะไม่ทำร้ายสัตว์ใดในระหว่างทำงานก่อสร้างและจะอนุรักษ์ธรรมชาติ อนุรักษ์ต้นไม้ สัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยในดินแดนแห่งนี้ งานต่อไปที่จะทำคือการออกแบบสถานที่และการสร้างสถูป
ขออุทิศความสุขให้สัตว์ทั้งหลายไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว
ขอความสุขแพร่ไปในอากาศ
ขอน้อมรับความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายไม่เว้นแม้แต่หนึ่งเดียว
ขอทะเลแห่งความทุกข์เหือดแห้งหายไป
หากข้าพเจ้าสุข
ขอมอบความสุขแก่ผู้ปรารถนาความสุข
ขอความสุขแพร่ไปในอากาศ
หากข้าพเจ้าทุกข์
ขอแบกรับความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย
ขอทะเลแห่งความทุกข์เหือดแห้งหายไป
ขอความทุกข์ของเทพและภูตผีมารวมอยู่ในตัวของข้าพเจ้า
ขอความสุขของข้าพเจ้าแปรเปลี่ยนไปเป็นของพวกเขาด้วยเทอญ
โอม มณี เปเม ฮุง
กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙